วันเสาร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2556

    

เมื่อมีบางสิ่งมากระทบใจจนเสียสมดุล...คุณทำอย่างไร



          การรักษาสมดุลของชีวิตไม่ใช่การทำให้ทุกอย่างอยู่ตรงกลาง  แต่ในความหมายของผมมันเป็นการทำให้ชีวิตอยู่ตรงตำแหน่งพอดีที่จะไม่เอียงไปทางทุกข์หรือเอียงไปทางสุข  เมื่อส่วนที่เป็นทุกข์มีน้ำหนักมากกว่าส่วนทีเป็นสุข  เราก็จะต้องทำกิจกรรมที่จะเพิ่มส่วนที่จะให้เกิดน้ำหนักที่เป็นสุขให้มากขึ้น  จนกระทั่งใจอยู่ตรงกลางไม่สุขและไม่ทุกข์
         ในช่วงวันสองวันที่ผ่านมานี้มีหลายสิ่งหลายอย่างเข้ามากระทบใจของผมจนรู้ตัวได้ว่าจิตใจไม่อยู่ตรงกลาง  แกว่งไปแกว่งมา  เมื่อใจเสียสมดุล ชีวิตก็พลอยเสียสมดุลไปด้วย ส่งผลกระทบต่่อชีวิตตนเองและคนในครอบครัวและเพื่อนร่วมงานรอบข้าง  พยายามถามตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ก็ไม่พบคำตอบ  เมื่อมีเวลาว่างจึงขอใช้เวลาเข้าไปศึกษาจิตใจตนเองที่วัดอโศการาม  ซึ่งเป็นวัดที่อยู่ใกล้บ้าน  และมีบรรยากาศที่เหมาะอย่างยิ่งที่จะอยู่อย่างสงบ  ใต้ร่มไม้ที่ร่มครึ้ม  ลมพัดอ่อน ๆ โชยผ่านเป็นระยะ  ผมใช้เวลาสองชั่วโมงในการอ่านหนังสือ "พระพุทธเจ้าพระองค์จริง"  อ่านไปเรื่อย ๆ โดยไม่ได้คาดหวังหรือกำหนดกฏเกณฑ์ใด ๆ   หลังจากนั้นก็เดินหยั่งรู้การเคลื่อนไหวของตนเอง  และเฝ้าดูความรู้สึกต่าง ๆ ที่เกิดจากการเคลื่อนไหว จากการเห็น  และเสียงที่ได้ยิน     
        ในขณะที่นั่งอ่านหนังสือเห็นว่ากายกับใจของตนเองจะต้องไปด้วยกัน  เพราะเห็นว่าใจเกิดจากการที่มีกาย  ใจเกิดจากการทำงานของสมองที่เป็นไปตามธรรมชาติ  แต่ธรรมชาติก็สร้างให้สมองพัฒนาได้เพิ่มพูนหากมีการฝึกหรือเมื่อมีการคิดซ้ำ ๆ จนอาจถึงขั้นแยกออกมาจากกายได้  เมื่อได้มาเดินดูการเคลื่อนไหวก็เห็นว่าการพัฒนาของจิตใจเกิดจากการรับรู้ทางกาย    เมื่อเห็นนก  เห็นไก่  เห็นกระรอก  หากินอยู่ตามธรรมชาติ ก็สงสัยว่าสัตว์จะมีความทุกข์เกิดขึ้นตอนไหนบ้าง  และคิดว่าสัตว์น่าจะมีความทุกข์ในตอนที่มีความรู้ว่าตนเองกำลังตกอยู่ในอันตราย  ตอนหิวหาอาหารไม่ได้  นกกินหนอนโดยไม่รู้สึกว่าบาปหรือกำลังเบียดเบียนชีวิตผู้อื่น   แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็แล้วแต่  สุดท้ายเมื่อเวลาร่วงโรยไปผมก็รู้สึกได้ว่าใจของตนเองนั้นกลับมาอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ทุกข์และไม่สุขได้แล้ว   หมายความว่าผมน่าจะปรับสมดุลของใจได้แล้ว
         ผมยังคงเดินต่อไปและดูใจของตนเองต่อไป  แต่แล้วความรู้สึกแปลก ๆ ก็เกิดขึ้นเมื่อผมต้องเดินผ่านคุณลุงท่านหนึ่งที่แต่งตัวภูมิฐานมาก  กำลังกวาดใบไม้ตรงบริเวณทางที่ผมเดิน  ความจริงในช่วงท้าย ๆ ของการเดินผมก็ได้ยินเสียงกวาดใบไม้ดังแทรกเสียงนกเสียงกาดังมาจากหลาย ๆ ทิศทางเนื่องจากเป็นเวลาบ่ายคล้อยแล้ว  มีคนหลายคนกวาดใบไม้    แต่ความรู้สึกที่ว่าแปลกนี้เกิดขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อผมเดินผ่านคุณลุงท่านนี้ซึีงผมเห็นท่านกวาดพื้นอยู่ใกล ๆ มาได้สักพักหนึ่งแล้ว  ความรู้สึกนั้นก็คือรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าและเห็นแก่ตัว
        นี่คงจะเป็นคำตอบของผมว่าทำไมเราจึงควรทำนุบำรุงวิถีแห่งพุทธ.........


                                                                                                                   ราเมศร์  เรืองอยู่     
                                                                                                                         9 มี.ค. 56
         

วันศุกร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2556

รู้เขา...รู้เรา   บนเส้นทางการกินเพื่อสุขภาพ


 
     ในกระแสสังคมแห่งการกินเพื่อสุขภาพในปัจจุบัน  มีความหลายในองค์ความรู้ด้านการกินเพื่อสุขภาพ  หลายหลายแนวทางปฏิบัติเพื่อให้ได้มาซึ่งสุขภาพที่แข็งแรง  เน้นทั้งอาหารการกิน และการปฏิบัติตน  เมื่อเข้าไปหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตก็จะพบข้อมูลมากมาย  มากจนบางครั้งไม่รู้ว่าจะเลือกวิธีการใดดี  เพราะแต่ละต้นตำหรับก็ต่างยืนยันในแนววิธีของตน  และสำหรับคนที่กำลังมองหาหนทางว่าจะเลือกแบบไหนดีก็คงยากในการตัดสินใจ   จากการที่ผมได้คุยกับเพื่อนร่วมงาน  ส่วนใหญ่ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า  มันยากที่จะทำได้ตามนั้น  เพราะวิถีชีวิตปัจจุบันไม่เอื้ออำนวย  ทั้งในเรื่องของเวลา  แหล่งที่ให้ได้มาซึ่งอาหารนั้น ๆ และความยุ่งยากของกระบวนการในการเตรียมอาหาร  และที่สำคัญคือความไม่มีวินัยในตนเองมากพอที่จะดึงดันฝืนวิถีที่เคยชิน   ปฏิบัติได้ไม่กี่คราวก็มีอันต้องเลิกราไปก่อนที่จะเห็นผล   และสิ่งหนึ่งที่ผมเห็นคือส่วนใหญ่ทำไปตามคำบอกเล่า ทำตาม ๆ กัน  กินตาม ๆ กันเพราะได้ยินว่ามันดี   ก็กินตามแนวนั้น ๆ โดยที่มีความรู้น้อยเหลือเกินหรือแทบไม่มีเลยว่าร่างกายของเราต้องการมันมากน้อยแค่ไหน
     ตัวผมเองก็มีความสนใจในการหาแนวทางแห่งการกินเพื่อสุขภาพ  พยายามหาวิธีที่สอดคล้องกับวิถีของตนเองให้มากที่สุด  สุดท้ายก็เกิดความสงสัยว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราต้องการอะไรในปริมาณแค่ไหนอย่างไร  แล้วก็พยายามไปค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต  สุดท้ายก็ไม่ได้คำตอบ  แต่ได้องค์ความรู้มากมายว่าวิธีหรือแนวปฏิบัตินั้น ๆ จะส่งผลอย่างไรในหลักการ   และองค์ความรู้มากมายเกี่ยวกับสรรพคุณของอาหารเพื่อสุขภาพ  แต่ก็ไม่พบข้อมูลไหนเลยที่บอกว่าความเหมาะสมที่จะเป็นผลนั้นจะต้องทานมากน้อยแค่ไหนอย่างไร   มันเหมือนกับว่าเรารู้เขา  คือรู้ว่าอาหารแต่ละชนิดหรือแต่ละประเภทมีข้อดีข้อเสียอย่างไร  แต่เรากลับไม่รู้เรา  คือไม่รู้ว่าร่างกายของเราจะเอาสรรพคุณนั้น ๆ มาใช้ให้เกิดคุณและลดโทษได้อย่างไร   หากเป็นเช่นนี้   รบร้อยครั้งก็คงจะแพ้ร้อยครั้งดั่งคำโบราณว่าไว้เป็นแน่
     เป็นความโชคดีที่ก่อนปีใหม่  ผมได้รับกรุณาจากอาจารย์มณีวรรณ  กมลพัฒนะ  ท่านได้ให้หนังสือผมมาหนึ่งเล่ม  เป็นหนังสือที่ท่านเขียนขี้นมาเองชื่อว่า "ชีวิต  ได้เลือก"    เมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้ผมก็ได้พบคำตอบในคำถามที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่อาจารย์ได้พูดเกี่ยวกับการรับประทานอาหารเพื่อเป็นยา  ซึ่งผมได้เขียนไว้ในโพสต์ก่อนหน้านี้ในหัวข้อ  "โรงเรียนชีวิต  กับโอกาสในการเรียนรู้"  ซึงเป็นตอนที่ผมได้ไปเยี่ยมชมมูร่าห์ฟาร์มและได้พูดคุยกับอาจารย์เกี่ยวกับการกินอาหารตามแนวทางของคุณหมอสุชาติ  ที่อาจารย์ยึดเป็นแนวปฏิบัติจนมีสุขภาวะดีขึ้นอย่างชัดเจน เช่น  ความดันเลือดกลับมาเป็นปกติโดยไม่ต้องทานยา  และก็มีโอกาสได้ทดลองกินอาหารซึ่งเน้นโปรตีนและไขมันมากกว่าแป้ง  ซึีงตอนนั้นก็เกิดความสงสัยถึงกลไกของอาหาร  แต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนจากอาจารย์  พอได้มาอ่านหนังสือเล่มนี้จึงเข้าใจถึงกลไก  และเข้าใจว่าอาจารย์คงยังไม่อยากบอกในตอนนั้น  แต่อยากให้มาอ่านในหนังสือมากกว่า
     หลังจากที่ได้พยามทำความเข้าใจในกลไกต่าง ๆ ของการกินเพื่อสุขภาพ  ทั้งในแง่ของตัวอาหาร  และในแง่ของกลไกการทำงานของร่างกายของเรา  ก็เกิดความคิดความเข้าใจขึ้นมาว่าคนเรานี้หากจะกินอาหารเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพจริงๆ ต้องใช้หลักรู้เขารู้เรา  รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง  หมายความว่าเราต้องศึกษาให้รู้จริงว่าอาหารนั้น ๆ มีคุณอย่างไร  และต้องศึกษาร่างกายของเราให้รู้อย่างจริง ๆ ด้วยว่าเราต้องการอาหารนั้น ๆ แค่ไหน  คือเราต้องเข้าใจกระบวนการตั้งแต่เราเอาอาหารเข้าปากแล้วร่างกายของเรามันเล่นแร่แปรธาตุอาหารให้ไปอยู่ตรงไหน อย่างไร   เราจึงจะเอาชนะความอ่อนแอของสุขภาพได้   ปัจจุบันผมเข่าใจได้ในหลักการว่าจะทานอาหารอย่างไรร่างกายจึงจะนำคุณค่าจากอาหารไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเกิดพิษหรือผลเสียน้อยสุด  แต่จะให้อธิบายอย่างละเอียดก็ถือเป๊นเรื่องที่รู้เพียงผิวเผิน
     สำหรับผู้ที่สนใจอยากรู้ว่าอาหารมีคุณอย่างไร  และร่างกายเราจะใช้มันได้อย่างไร  ผมขอแนะนำหนังสือ  "ชีวิต  ได้เลือก"   ของอาจารย์มณีวรรณ  กมลพัฒนะ  เมื่อได้อ่านท่านจะไม่ได้เข้าใจเพียงหลักในการกินอาหารเพื่อสุขภาพ  แต่ยังมีอีกหลายอย่าง  หลายแง่คิดมุมมองที่ส่องทะลุก้าวไกลตามประสบการณ์ของท่าน  สอดแทรกอยู่ในหนังสือเล่มนี้
 
                                                                                                 ราเมศร์  เรืองอยู่



วันเสาร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2555

วันลอยกระทง


         วันลอยกระทงปีนี้ตรงกับวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๕  เป็นอีกปีที่เหนื่อยแต่มีความสุขเช่นเคย  งานกิจกรรมบำบัดจัดให้คนไข้ทำกระทงเช่นทุกปี  และกลางคืนเราก็จัดนางนพมาศน้อยมาสร้างสีสรรก่อนที่จะให้คนไข้ลอยกระทงพร้อมกัน  ดูบรรยากาศนะครับ  จะเห็นงานเล็ก ๆ ในบรรยากาศที่แสนโรแมนติค  จากความตั้งใจของเจ้าหน้าที่และผู้สนับสนุน


 
 
 


 


 
 

วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ลอยกระทง...ไม่หลงทาง

          ทุกปีที่วันลอยกระทง ตรงกับวันธรรมดาที่ไม่ใช่เสาร์อาทิตย์  ที่ทำงานของผมก็จะจัดกิจกรรมกลุ่ม โดยให้ผู้ป่วยที่เข้ามาฟื้นฟูสภาพร่างกายได้ทำกระทง  และลอยกระทงกัน  โดยให้แต่ละคนทำกระทงเท่าที่จะทำได้ เช่น เช็ดทำความสะอาดใบตอง  ฉีกใบตอง  เด็ดดอกไม้  แต่หากคนไหนใช้มือได้ดี  และมีความสามารถก็ให้ทำเป็นกระทงเลย  และเราก็เน้นทำกระทงจากวัสดุธรรมชาติเพื่อลดขยะที่ย่อย สลายไม่ได้  พอค่ำ ๆ เราก็พาคนไข้มารวมกันที่ริมคูน้ำริมสวนหย่อม เพื่อทำพิธีลอยกระทงพร้อมกัน  เป็นภาพแห่งความประทับใจที่ได้เห็นคนป่วยได้ทำกิจกรรมของการดำเนินชีวิตด้านวัฒนธรรมประเพณีโดยที่ตนเองยังเจ็บป่วยนั่งรถเข็น   ได้ยกกระทงอธิฐานตามความเชื่อทางจิตวิญญาณ   อันเป็นก่ารรักษาสมดุลย์ของรูปแบบชีวิต   ไม่เทไปทางเจ็บป่วยอย่างเดียว  ส่วนตัวผมเองและเจ้าหน้าที่ที่มาช่วยกันจัดงานก็มีความสุข   เท่า ๆ กับความเหน็ดเหนื่อย    แต่เมื่องานเสร็จความเหน็ดเหนื่อยก็หายไป  แต่ความสุขใจยังคงอยู่
  
                                                                                                            ราเมศร์  เรืองอยู่

วันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2555


 
กิจกรรมที่มีความหมายกับใครบางคน
              นักกิจกรรมบำบัดจะรู้จักและเข้าใจดีว่ากิจกรรมที่มีความหมายนั้นมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมที่แสดงออกของแต่ละคนเพียงใด  เพราะกิจกรรมที่มีความหมายหรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Meaningful activities นั้น  แต่ละคนจะมีเหตุผลส่วนตัวอยู่ในจิตใจของตนเองว่าทำไมจึงชอบและสนใจในกิจกรรมนั้น ๆ     บางครั้งกิจกรรมที่คน ๆ หนึ่งชอบนักชอบหนาแต่กลับเป็นกิจกรรมที่น่าเบื่อของอีกคนหนึ่ง
             สำหรับตัวผมเองเป็นนักกิจกรรมบำบัด  ในการทำงานกับผู้ป่วยก็ต้องพยายามที่จะค้นหาว่ากิจกรรมใดที่เป็นกิจกรรมที่มีความหมายของผู้ป่วยแต่ละราย  เมื่อหาเจอแล้วบางครั้งรู้สึกยากเหลือเกินที่จะทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาทำกิจกรรมที่มีความหมายสำหรับเขาได้อีกครั้งด้วยข้อจำกัดทางร่างกาย เช่น เกิดทุพลภาพในระดับที่รุนแรงเกินกว่าที่จะลุกขึ้นมาทำอะไร ๆ ได้
           การเข้าใจเรื่องกิจกรรมที่มีความหมาย  มันก็ทำให้เราสามารถทำงานหรืออยู่ร่วมกับคนอื่นได้ดีขึ้น   เนื่องจากเราเข้าใจว่าคนเราแต่ละคนจะชอบทำกิจกรรมไม่เหมือนกัน   เพราะฉะนั้นหากเราใส่ใจคนที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรา  ดูว่าเขาชอบและไม่ชอบทำอะไร  มันก็จะทำให้เราสามารถเลือกที่จะมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีได้โดยผ่านทางกิจกรรมที่เขาชอบและเราก็ชอบเหมือนกัน   ในขณะเดียวกันถ้าเรารู้จักเปิดกว้างยอมรับว่าคนอื่น ๆ ไม่ได้ชอบทำกิจกรรมเหมือนที่เราชอบทำ  เราก็จะไม่ไปคาดหวังในตัวเขาเหล่านั้นว่าจะต้องมาทำอย่างที่เราทำ  ความคับข้องใจก็จะไม่เกิดขึ้นกับเราด้วย   ขณะเดียวกันหากเราบอกให้คนอื่นเข้าใจเราได้  ตัวเราก็จะเป็นอิสระจากการคาดหวังของตนอื่นด้วยเช่นกัน
          เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมมีโอกาสพาแม่และครอบครัวไปเดินเที่ยวที่ตลาดบางน้ำผึ้ง  เราไปกันทั้งหมดแปดคน  มากกว่าครึ่งหนึ่งชอบกิจกรรมนี้   แต่ผมเองกิจกรรมเดินตลาดแบบนี้ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายเลย  ประมาณว่าเดินเล่นได้แต่ไม่ไปก็ไม่รู้สึกเดือดร้อน  อย่างที่ตลาดอัมพาวาก็รู้สึกว่าขอกลับมารอคนอื่นที่รถดีกว่าถ้าทำได้   แต่ถ้าหากถามถึงเหตุผลผมก็ไม่สามารถตอบได้อย่างชัดเจนได้เหมือนกันว่าเพราะอะไร  ผมไม่ชอบที่ที่มีคนเยอะ ๆ แต่ก็ไม่ใช่แค่เหตุผลนี้   สำหรับแม่ของผม   ผมก็ไม่แน่ใจว่ากิจกรรมเดินเล่นที่ตลาดบางน้ำผึ้งเป็นกิจกรรมที่มีความหมายสำหรับท่านหรือไม่   เราพาท่านนั่งรถเข็นแล้วเข็นผ่านคนที่เดินสวนกันขวักไขว่ไปมา  ท่านก็ถามตลอดทางว่าจะไปถึงไหน  ขณะเดียวกันก็หันซ้ายหันขวาพูดถึงของที่ขายสองฝั่งอย่างสนใจ
           สรุปว่าสุดท้ายเราก็ต้องมาจัดสมดุลของตัวเราเองอีกนั่นแหละในเรื่องของการทำกิจกรรมที่มีความหมายสำหรับเรา  เราคงเลือกไม่ได้ที่จะทำเฉพาะกิจกรรมที่มีความหมายของเราเท่านั้น  เราคงต้องทำกิจกรรมที่มีความหมายของคนอื่นบ้างเพื่อสร้างสมดุลของการใช้ชีวิตร่วมกัน
                                                                                       ราเมศร์  เรืองอยู่

วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2555

สมดุลชีวิต
 
        ขณะที่ผมเขียนบันทึกเรื่องนี้  ผมเฝ้าคุณแม่ที่กำลังนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์  คุณแม่ท้องเสีย  ติดเชื้อ  ความดันต่ำจนใกล้ภาวะช๊อค  และการที่ต้องมานั่งเฝ้าคุณแม่ทุกวันนี่เองทำให้ตนเองได้นึกถึงเรื่องของสมดุลชีวิต
         ขณะที่นั่งพักอยู่ที่ระเบียงด้านหลังของตึกหลิ่มซีลั่น  ท่ามกลางบรรยากาศของท้องฟ้าอึมครึม  ฝนตกปรอย ๆ สลับกับตกหนาเม็ด เพราะเป็นช่วงวันเวลาที่มีพายุพัดผ่านเข้าภาคกลางพอดี ( วันที่ ๑๔ – ๑๘ กันยายน  ๒๕๕๕ )  รอบ ๆ บริเวณดูชุ่มฉ่ำแต่ไม่ปลอดโปร่ง  ต้นไม้เขียวสดชื่นใบเปียกโชกมีหยดน้ำเกาะและหยดที่ปลายใบ  บางต้นออกดอกสีสดใส  กระรอกน้อยสามสี่ตัวกระโดดหากินไปมาบนยอดไม้สูง  ทำให้บรรยากาศในโรงพยาบาล  สงบ  เป็นธรรมชาติ   และช่วยให้จิตใจของเราผ่อนคลายจากความวิตกกังวลต่าง ๆ ในความเจ็บป่วยของคนไข้ได้บ้างในบางขณะ  มันทำให้ผมเห็นความสำคัญของธรรมชาติได้ขึ้นมาทันทีว่า  ธรรมชาติช่วยรักษาภาวะสมดุลของความรู้สึกและจิตใจได้  ความฟุ้งซ่านต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น  ถูกดึงกลับมาให้สงบนิ่งได้ด้วยธรรมชาติเหล่านี้  มันมาช่วยถ่วงดุลกันได้จริง ๆ
        นี่เป็นครั้งที่สองในรอบหนึ่งเดือนที่คุณแม่ต้องมานอนที่โรงพยาบาล   คุณแม่ผมมานอนที่โรงพยาบาลครั้งแรกที่ตึกสามัคคีพยาบารได้ประมาณหนึ่งสัปดาห์ด้วยอาการข้ออักเสบและความดันโลหิตต่ำ รักษาจนอาการดีขึ้นคุณหมอก็ให้กลับบ้าน  แต่กลับไปได้แค่สี่วันก็ต้องกลับมาอีกในครั้งนี้ด้วยอาการท้องเสีย และความดันต่ำ   ทำให้ผมต้องเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตในสองช่วงเวลาที่คุณแม่นอนโรงพยาบาลนี้ไปจากเดิม  ปกติหลังเลิกงานผมต้องไปรับลูกที่โรงเรียนแล้วกลับไปทำงานบ้านและสอนการบ้านลูก  แต่ช่วงนี้ผมรับลูกแล้วขับรถไปที่โรงพยาบาลจุฬาต่อ  ระยะทางประมาณสามสิบกิโลเมตร  ลูกก็ทำการบ้านที่โรงพยาบาล  กว่าจะกลับมาถึงบ้านก็ประมาณสามสี่ทุ่มทุกวัน   หากเปรียบเทียบกับเวลาปกติจะเห็นว่าสมดุลชีวิตของผมเสียไป  สมดุลชีวิตของลูกผมก็เสียไป  และของคนอื่น ๆ ในครอบครัว เช่น ภรรยา  พี่สาว  น้องสาว  ก็เสียไป  ทำให้คิดได้ว่าวิธีปรับสมดุลที่ดีที่สุดคือการปรับตัวปรับใจให้ยอมรับและอยู่กับปัจจุบัน  การอยู่กับความเคยชินในอดีตมันจะทำให้ใจของเราฟุ้งซ่านและรู้สึกเสียศูนย์  เราจึงควรกลับมารักษาสมดุลหรือประคองใจให้นิ่ง  เปรียบเหมือนเรานั่งอยู่ในเรือที่ลอยไปตามกระแสน้ำ  เรือก็เหมือนใจของเรา  กระแสน้ำคือสิ่งที่มากระทบวิถีปกติของชีวิตให้เสียสมดุลหรือเปลี่ยนไปจากเดิม  เราคงไปกำหนดความเชี่ยวกรากของกระแสน้ำและทิศทางของมันไม่ได้  เพราะมันเป็นเรื่องของธรรมชาติ  แต่เราสามารถประคับประคองเรือของเราไม่ให้ล่มได้ นั่นคือการพยายามมุ่งรักษาสมดุลของเรือไม่ให้เอนเอียงจนเกินไป  ต้องมีการขยับโยกซ้ายย้ายขวา  จนถึงการโยนสิ่งที่จะทำให้เรือหนักเกินไปทิ้งลงน้ำไป   นั่นคือการรู้เท่าทันจิตใจตนเอง ณ ปัจจุบันว่าเอียงหนักไปทางใด  กำลังแบกทุกข์อะไรอยู่  อะไรที่ปล่อยวางได้ก็ตัดใจ  ไม่ต้องเก็บมาไว้ทุกเรื่องจนหนักใจเกินไป  เมื่อตั้งสติ  เห็นจิตใจตนเองได้  ก็จะประคองเรือชีวิตได้ต่อไปจนตลอดรอดฝั่ง
 
 
                                                                                                               ราเมศร์  เรืองอยู่
                                                                                                               กันยายน ๒๕๕๕
                                                                                                                                              

วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2555


อุปกรณ์ช่วยในการยกตัว

      เป็นอุปกรณ์สำหรับให้ผู้ที่เป็นอัมพาตครึ่งท่อนล่างใช้ในการยกตัวให้ลอยจากพื้น  เพื่อลดแรงกดที่บริเวณก้นกบในขณะนั่ง  เพื่อลดแรงเฉือนในขณะเคลื่อนตัวไปด้านข้าง  และเพื่อใช้ออกกำลังกล้ามเนื้อต้นแขนในการเหยียดแขนและกล้ามเนื้อที่ใช้ในการยันลำตัว

       อุปกรณ์นี้เราสามารถประดิษฐ์ขึ้นได้เองจากท่อน้ำพีวีซี  ซึ่งมีความแข็งแรง ทนทาน  สามารถรับน้ำหนักได้ดี  หากเก็บรักษาในที่ร่มจะทนนานหลายปี  สามารถจัดหามาได้ง่าย  และราคาไม่แพง

อุปกรณ์ในการทำ

1.ท่อพีวีซีขนาด  1 นิ้ว   ตัดเป็นท่อนยาวขนาดต่าง ๆ ดังนี้

  - ยาว   45   ซม.    จำนวน   1  ท่อน        (A)

  - ยาว   15   ซม.    จำนวน   2  ท่อน        (B)

  - ยาว   12  ซม.    จำนวน   2  ท่อน        (C)

  - ยาว    20  ซม.    จำนวน   2  ท่อน       (D)

  - ข้องอ    จำนวน    6   อัน                      (E)

   -ฝาครอบ  จำนวน   2  อัน                     (F)

  2.  กาวทาท่อน้ำ
 
วิธีทำ

1.       ตัดท่อน้ำตามจำนวนและขนาดที่กำหนด

2.       ต่อประกอบตามขั้นตอนดังนี้

-           ใช้ข้องอสวมในท่อท่อน  A  ทั้งสองด้าน ปรับให้ข้องอตรงแนวเดียวกัน (ทากาวด้านนอกของท่อน้ำและด้านในของข้องอ)


-           ประกอบส่วนมือจับ โดยสวมข้องอที่ท่อท่อน  D ทั้งสองด้าน ปรับให้ข้องอตรงแนวเดียวกัน  (ทากาวด้านนอกของท่อน้ำและด้านในของข้องอ)

-           สวมท่อท่อน   B  และ  C  ที่  ที่ข้องอของท่อท่อน D ทั้งสองด้าน    (ทากาวด้านนอกของท่อน้ำและด้านในของข้องอ)

-           ประกอบส่วนมือจับโดยสวมท่อท่อน  C  เข้ากับข้องอของท่อน  A ทั้งสองด้าน  ปรับให้ได้มุม 90  องศากับแนวท่อท่อน  A (ทากาวด้านนอกของท่อน้ำและด้านในของข้องอ)

-           สวมฝาครอบที่ปลายท่อท่อน    B 


หมายเหตุ  - ท่านอาจลองประกอบโดยยังไม่ทากาวก่อน เพื่อสามารถปรับขนาดความสูง  ความกว้าง  ให้เหมาะสมกับขนาดรูปร่างของผู้ใช้  เมื่อได้ขนาดที่พอดีแล้วจึงประกอบใหม่ด้วยกาวยึดติด