ความวางใจ
ตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2558 ผมต้องเดินทางไปเยี่ยมคุณแม่ที่ต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อให้ยาฆ่าเชื้อ เนืองจากอาการติดเชื้อที่แขน มีอาการแขนบวมเป่ง คุณหมอประมาณการณ์ว่าน่าจะต้องให้ยาประมาณ 1 เดือน ผมเดินทางเข้าไปเยี่ยมคุณแม่ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ทุกวัน
ด้วยความวางใจจึงเกิดเหตุนี้ขึ้นเพราะคุณแม่แขนบวมมาตั้งแต่ก่อนปีใหม่ ไปหาหมอประจำอำเภอคุณหมอบอกว่าไม่เป็นอะไรน่าจะเป็นโรคข้อรูมาตอยกำเริบให้ทานยารักษาโรคข้อต่อไป เนื่องจากคุณแม่อยู่ต่างจังหวัดผมจึงได้แต่โทรถามอาการ คุณแม่ก็บอกว่าดีขึ้นมาเรื่อยๆ ไม่เจ็บไม่ปวด แต่แขนยังบวมอยู่นิดหน่อย ก็วางใจมาเรื่อย ๆ ว่าน่าจะค่อย ๆ ดีขึ้น จนมาถึงวันที่หมอโรคข้อนัดมาตรวจปรากฏว่าแขนของคุณแม่บวมและแดงมากกว่าเดิมประมาณสองเท่า อาจารย์หมอจึงต้องให้นอนโรงพยาบาลเพ่ือรักษาอาการ
อย่างไรก็ตามผมก็ต้องดำเนินชีวิตอยู่บนความวางใจต่อไป วางใจคุณหมอทั้งหลายของคณะแพทย์ที่ร่วมกันวางแผนรักษาคุณแม่ วางใจคุณพยาบาลและเจ้าหน้าที่ที่ดูแลคุณแม่เพราะไม่มีห้องพิเศษว่างให้เราเฝ้าดูแลตลอดทั้งวันได้ วางใจว่ารถที่เราจอดทิ้งไว้ในสวนลุมจะปลอดภัยเพราะเราหาที่จอดในโรงพยาบาลได้ลำบากเหลือเกินในแต่ละวันจึงต้องไปจอดข้างนอก
สำหรับผมความวางใจคือทางออกทางหนึ่งของความทุกข์ใจ เพราะถ้าเราไม่วางใจ เราคงต้องหนักใจมากจนรับรับไว้ไม่ไหว
วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
วันพฤหัสบดีที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2557
ทำดีที่เกินพอดี
ทำให้ปัจจุบันนี้มีความเบาสบายในการทำงาน ไม่เครียด แน่นอนส่วนหนึ่งเกิดจากวัยและอายุงานที่มากขึ้นทำให้มีประสบการณ์มาประมวลใช้เป็นกรอบคิดได้ การมองย้อนอดีตประกอบกับการตั้งใจฟังเพื่อนร่วมงานโดยไม่ยึดติดกับความคิดของตนเองเป็นหลัก ก็ทำให้แนวการบริหารจัดการแบบใหม่ของตนเองที่ดูเหมือนว่าสอดคล้องกับบริบทของหน่วยงาน โดยเฉพาะด้านทรัพยากรณ์บุคคลที่เรามีอยู่ จึงเชื่อว่าถ้าทำให้เกิดความพอดี ก็น่าจะส่งผลที่พอดีกับหน่วยงานและองค์กร รูแบบนี้ขอเรียกว่า การจัดการโดยใช้บริบทเป็นศูนย์กลาง (Context center management)ราเมศร์
25/4/2014
วันเสาร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2556
ความใส่ใจที่หายไป
ในเช้าวันหยุดที่สดใส พระอาทิตย์ส่องแสงยามเข้ากระทบใบไม้ที่ชุ่มฉ่ำน้ำฝนที่หล่นพรั่งพรูเมื่อตอนเช้ามืด หยดน้ำยังเปล่งประกายวาบวับเมื่อกระทบแสง
ใบไม้แห้งร่วงหล่นเพราะแรงลมและฝนชะ ผมวางถ้วยกาแฟที่ละเลียดจิบจนเหลือก้นถ้วยบนม้านั่งไม้หมอนรถไฟ แล้วหยิบไม้กวาดทางมะพร้าวมากวาดใบไม้ที่หล่นเกลื่อนพื้นหน้าบ้าน กวาดเสร็จแล้วเงยหน้าขึ้นไปมองต้นไม้ที่หน้าประตู เห็นดอกไม้รูปทรงแปลกชนิดที่ไม่เคยเห็นมาก่อน หรือว่ามันลอยมาจากไหน ผมคิดในใจ ไม่ใช่สินะเพราะมันมีขั้วก้านดอกอยู่ที่ยอดไม้นั่น มันคือดอกของต้นนี้นี่เอง แล้วมันต้นอะไรล่ะ ผมนึกชื่อมันไม่ออกรู้แต่ว่าน้องที่ทำงานซื้อให้ตอนขึ้นบ้านใหม่ ตอนนั้นมันเป็นต้นเล็กถูกถักเป็นเปียอยู่ในกระถาง
ผมเริ่มเอะใจตนเอง ผมเดินผ่านมันทุกวันไปมาในเวลาเข้าออกบ้าน แต่ผมไม่เคยใส่ใจเลยว่ามันคือต้นอะไร มันอยู่ที่หน้าบ้านมาสิบกว่าปีจนตอนนี้มันสูงท่วมหัว และที่สำคัญตอนนี้มันมีดอก ซึ่งผมเพิ่งเห็นดอกของมันเป็นครั้งแรกในวันนี้ และเพราะความที่ผมไม่ค่อยได้ใส่ใจมัน ประกฏว่าดอกที่เห็นนั้นกำลังจะร่่วงโรยเสียแล้ว........ตอนนี้ผมนึกชื่อมันออกแล้ว มันชื่อว่าต้นศุภโชค
มันทำให้ผมคิดได้ว่าดีนะที่มันเป็นต้นไม้ ถ้าผมไม่ใส่ใจคนใกล้ตัวที่รู้จักและคนที่เดินสวนกันไปมาทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือที่ทำงาน...มันจะเป็นอย่างไรหนอ
ราเมศร์
วันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2556
ความพอดีของการเล่นเกมคอมพิวเตอร์อยู่ตรงไหน?
ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบใช้เวลาว่างและไม่ว่างแต่จัดเวลามาเล่นเกมได้ นั่นอาจเป็นเพราะเราติดมันแล้วใช้ไหม อะไรในเกมที่ทำให้แต่ละคนไม่สนใจหรือละเลยอย่างอื่นแล้วมานั่งเล่นเกม ผมคิดว่าเกมน่าจะมาตอบสนองความต้องการลึกๆที่อยู่ในใจของแต่ละคนได้เวลาที่เล่นเกมนานๆ ผมจะมีคำถามให้ตัวเองเสมอว่าพอหรือยัง แล้วงานอื่น ๆ ที่ค้างอยู่ล่ะจะทำอย่างไร ส่วนมากผมก็จะบอกตัวเองว่าไม่เป็นไรเดี่ยวค่อยทำตอนโน้นตอนนี้ เกมส่วนมากที่ผมเล่นเป็นเกมชนิดที่ต้องทำภาระกิจให้เราไต่ระดับของเกมที่สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ หรือขยายอาณาจักรของตัวเองไปเรื่อย ๆ ผมมีความสุขเมื่อรู้สึกว่าตนเองทำสำเร็จในแต่ละด่าน รู้สึกว่าเรายอดเยี่ยมมาก และหากว่ามีคนรู้เห็นในความสำเร็จของเราด้วยแล้วก็ยิ่งเพิ่มความภาคภูมิใจ หรือนี่เป็นเพราะเกมตอบสนองในความต้องการให้เป้นที่ยอมรับ เรายอมรับว่าตัวเราเก่ง คนอืนยอมรับว่าเราเก่ง แต่เราก็ไม่รู้จักพอจนกว่าเราจะทำได้ถึงระดับสูงสุดของเกมนั้น ๆ แต่ถ้าเจอเกมที่มันยากเกินไปเราก็จะยุติการเล่นทันที ผมเคยคิดว่าถ้าอย่างนั้นเราก็เอามาใช้กับการทำงานของเราได้เหมื่อนกัน เช่น พยายามทำให้ตำแหน่งหน้าที่การงานหรือระดับเงินเดือนมันสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่มันกลับใช้ไม่ได้ผลในโลกของความจริง อาจเป็นเพราะความยุ่งยากและเวลาที่เนิ่นนานกว่าการเล่นเกม
อะไรที่เกินไปคือความไม่พอดี ฉะนั้นการหมกมุ่นอยู่กับเกมมากเกินไปย่อมไม่ส่งผลดีในภาพรวมแน่ ๆ เราอาจจะเล่นเกมได้เก่งขึ้น เราฉลาดคิดมากขึ่น เรารู้เท่าทันเกมมากขึ้น แต่สิ่งที่จะเพิ่มตามมาพอๆกันก็คือสิ่งที่เราสั่งสมจากการละเลย เช่น ความสัมพันธ์ในครอบครัวแย่ลง การใส่ใจซึ่งกันและกันลดลง การดูแลสุขภาพตัวเองลดลง การใส่ใจในรายละเอียดของงานลดลง ซึ่งสุดท้ายย่อมส่งผลกระทบที่รุนแรงกลับมาที่ตัวเราแน่ ๆ แล้วใครจะเป็นคนเตือนเราล่ะ ถ้าคนอื่นเตือนเรา เราก็จะรู้สึกเหมือนว่าเขาไม่เข้าใจเรา เรามักไม่พอใจที่มีคนมาว่าเราติดเกม เพราะในความคิดของเราเวลาที่เราใช้เล่นเกมคือเวลาที่เราจัดสรรแล้ว ถ้าเราไม่มานั่งทบทวนดู เราจะไม่รู้ว่าเราเสียเวลาไปกับมันมากมายขนาดไหน เวลาที่เราใช้เล่นเกมนั้นสามารถเอาไปทำอะไรที่สำคัญได้มากมาย แล้วความพอดีอยู่ตรงไหนผมคิดว่าแต่ละคนมีกิจกรรมที่มีความหมายต่อตนเองที่แตกต่างกัน การมีสติรู้ตนเองเท่านั้นที่จะทำให้เราเล่นเกมอย่างสมดุลได้ ไม่มากไปและไม่น้อยไป การเล่นเกมมีประโยชน์ต่อการลับสมอง และพัฒนาทักษะทางความดิดด้านต่าง ๆ และช่วยตอบสนองความพึงพอในให้กับเราได้ ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวได้ถ้าเล่นด้วยกัน ขณะเดี่ยวกันก็ส่งผลกระทบกับสิ่งรอบข้างที่เราละเลย ถ้าเรารู้ตัวว่าเรากำลังละเลยอะไร เราก็จะรู้ว่า ณ ขณะนั้นเราควรเล่นเกมหรือว่าควรทำอะไร เลือก และทำในสิ่งที่เรามีสติรู้ ความสมดุลของการเล่นเกมก็จะเกิดกับเรา มากไปน้อยไปอยู่ที่บริบทของแต่ละคน.....ยากแต่ทำได้
ราเมศร์
วันเสาร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2556
เมื่อมีบางสิ่งมากระทบใจจนเสียสมดุล...คุณทำอย่างไร
การรักษาสมดุลของชีวิตไม่ใช่การทำให้ทุกอย่างอยู่ตรงกลาง แต่ในความหมายของผมมันเป็นการทำให้ชีวิตอยู่ตรงตำแหน่งพอดีที่จะไม่เอียงไปทางทุกข์หรือเอียงไปทางสุข เมื่อส่วนที่เป็นทุกข์มีน้ำหนักมากกว่าส่วนทีเป็นสุข เราก็จะต้องทำกิจกรรมที่จะเพิ่มส่วนที่จะให้เกิดน้ำหนักที่เป็นสุขให้มากขึ้น จนกระทั่งใจอยู่ตรงกลางไม่สุขและไม่ทุกข์
ในช่วงวันสองวันที่ผ่านมานี้มีหลายสิ่งหลายอย่างเข้ามากระทบใจของผมจนรู้ตัวได้ว่าจิตใจไม่อยู่ตรงกลาง แกว่งไปแกว่งมา เมื่อใจเสียสมดุล ชีวิตก็พลอยเสียสมดุลไปด้วย ส่งผลกระทบต่่อชีวิตตนเองและคนในครอบครัวและเพื่อนร่วมงานรอบข้าง พยายามถามตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ก็ไม่พบคำตอบ เมื่อมีเวลาว่างจึงขอใช้เวลาเข้าไปศึกษาจิตใจตนเองที่วัดอโศการาม ซึ่งเป็นวัดที่อยู่ใกล้บ้าน และมีบรรยากาศที่เหมาะอย่างยิ่งที่จะอยู่อย่างสงบ ใต้ร่มไม้ที่ร่มครึ้ม ลมพัดอ่อน ๆ โชยผ่านเป็นระยะ ผมใช้เวลาสองชั่วโมงในการอ่านหนังสือ "พระพุทธเจ้าพระองค์จริง" อ่านไปเรื่อย ๆ โดยไม่ได้คาดหวังหรือกำหนดกฏเกณฑ์ใด ๆ หลังจากนั้นก็เดินหยั่งรู้การเคลื่อนไหวของตนเอง และเฝ้าดูความรู้สึกต่าง ๆ ที่เกิดจากการเคลื่อนไหว จากการเห็น และเสียงที่ได้ยิน
ในขณะที่นั่งอ่านหนังสือเห็นว่ากายกับใจของตนเองจะต้องไปด้วยกัน เพราะเห็นว่าใจเกิดจากการที่มีกาย ใจเกิดจากการทำงานของสมองที่เป็นไปตามธรรมชาติ แต่ธรรมชาติก็สร้างให้สมองพัฒนาได้เพิ่มพูนหากมีการฝึกหรือเมื่อมีการคิดซ้ำ ๆ จนอาจถึงขั้นแยกออกมาจากกายได้ เมื่อได้มาเดินดูการเคลื่อนไหวก็เห็นว่าการพัฒนาของจิตใจเกิดจากการรับรู้ทางกาย เมื่อเห็นนก เห็นไก่ เห็นกระรอก หากินอยู่ตามธรรมชาติ ก็สงสัยว่าสัตว์จะมีความทุกข์เกิดขึ้นตอนไหนบ้าง และคิดว่าสัตว์น่าจะมีความทุกข์ในตอนที่มีความรู้ว่าตนเองกำลังตกอยู่ในอันตราย ตอนหิวหาอาหารไม่ได้ นกกินหนอนโดยไม่รู้สึกว่าบาปหรือกำลังเบียดเบียนชีวิตผู้อื่น แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็แล้วแต่ สุดท้ายเมื่อเวลาร่วงโรยไปผมก็รู้สึกได้ว่าใจของตนเองนั้นกลับมาอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ทุกข์และไม่สุขได้แล้ว หมายความว่าผมน่าจะปรับสมดุลของใจได้แล้ว
ผมยังคงเดินต่อไปและดูใจของตนเองต่อไป แต่แล้วความรู้สึกแปลก ๆ ก็เกิดขึ้นเมื่อผมต้องเดินผ่านคุณลุงท่านหนึ่งที่แต่งตัวภูมิฐานมาก กำลังกวาดใบไม้ตรงบริเวณทางที่ผมเดิน ความจริงในช่วงท้าย ๆ ของการเดินผมก็ได้ยินเสียงกวาดใบไม้ดังแทรกเสียงนกเสียงกาดังมาจากหลาย ๆ ทิศทางเนื่องจากเป็นเวลาบ่ายคล้อยแล้ว มีคนหลายคนกวาดใบไม้ แต่ความรู้สึกที่ว่าแปลกนี้เกิดขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อผมเดินผ่านคุณลุงท่านนี้ซึีงผมเห็นท่านกวาดพื้นอยู่ใกล ๆ มาได้สักพักหนึ่งแล้ว ความรู้สึกนั้นก็คือรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าและเห็นแก่ตัว
นี่คงจะเป็นคำตอบของผมว่าทำไมเราจึงควรทำนุบำรุงวิถีแห่งพุทธ.........
ราเมศร์ เรืองอยู่
9 มี.ค. 56
วันศุกร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2556
รู้เขา...รู้เรา บนเส้นทางการกินเพื่อสุขภาพ
ตัวผมเองก็มีความสนใจในการหาแนวทางแห่งการกินเพื่อสุขภาพ พยายามหาวิธีที่สอดคล้องกับวิถีของตนเองให้มากที่สุด สุดท้ายก็เกิดความสงสัยว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราต้องการอะไรในปริมาณแค่ไหนอย่างไร แล้วก็พยายามไปค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต สุดท้ายก็ไม่ได้คำตอบ แต่ได้องค์ความรู้มากมายว่าวิธีหรือแนวปฏิบัตินั้น ๆ จะส่งผลอย่างไรในหลักการ และองค์ความรู้มากมายเกี่ยวกับสรรพคุณของอาหารเพื่อสุขภาพ แต่ก็ไม่พบข้อมูลไหนเลยที่บอกว่าความเหมาะสมที่จะเป็นผลนั้นจะต้องทานมากน้อยแค่ไหนอย่างไร มันเหมือนกับว่าเรารู้เขา คือรู้ว่าอาหารแต่ละชนิดหรือแต่ละประเภทมีข้อดีข้อเสียอย่างไร แต่เรากลับไม่รู้เรา คือไม่รู้ว่าร่างกายของเราจะเอาสรรพคุณนั้น ๆ มาใช้ให้เกิดคุณและลดโทษได้อย่างไร หากเป็นเช่นนี้ รบร้อยครั้งก็คงจะแพ้ร้อยครั้งดั่งคำโบราณว่าไว้เป็นแน่
เป็นความโชคดีที่ก่อนปีใหม่ ผมได้รับกรุณาจากอาจารย์มณีวรรณ กมลพัฒนะ ท่านได้ให้หนังสือผมมาหนึ่งเล่ม เป็นหนังสือที่ท่านเขียนขี้นมาเองชื่อว่า "ชีวิต ได้เลือก" เมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้ผมก็ได้พบคำตอบในคำถามที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่อาจารย์ได้พูดเกี่ยวกับการรับประทานอาหารเพื่อเป็นยา ซึ่งผมได้เขียนไว้ในโพสต์ก่อนหน้านี้ในหัวข้อ "โรงเรียนชีวิต กับโอกาสในการเรียนรู้" ซึงเป็นตอนที่ผมได้ไปเยี่ยมชมมูร่าห์ฟาร์มและได้พูดคุยกับอาจารย์เกี่ยวกับการกินอาหารตามแนวทางของคุณหมอสุชาติ ที่อาจารย์ยึดเป็นแนวปฏิบัติจนมีสุขภาวะดีขึ้นอย่างชัดเจน เช่น ความดันเลือดกลับมาเป็นปกติโดยไม่ต้องทานยา และก็มีโอกาสได้ทดลองกินอาหารซึ่งเน้นโปรตีนและไขมันมากกว่าแป้ง ซึีงตอนนั้นก็เกิดความสงสัยถึงกลไกของอาหาร แต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนจากอาจารย์ พอได้มาอ่านหนังสือเล่มนี้จึงเข้าใจถึงกลไก และเข้าใจว่าอาจารย์คงยังไม่อยากบอกในตอนนั้น แต่อยากให้มาอ่านในหนังสือมากกว่า
หลังจากที่ได้พยามทำความเข้าใจในกลไกต่าง ๆ ของการกินเพื่อสุขภาพ ทั้งในแง่ของตัวอาหาร และในแง่ของกลไกการทำงานของร่างกายของเรา ก็เกิดความคิดความเข้าใจขึ้นมาว่าคนเรานี้หากจะกินอาหารเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพจริงๆ ต้องใช้หลักรู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง หมายความว่าเราต้องศึกษาให้รู้จริงว่าอาหารนั้น ๆ มีคุณอย่างไร และต้องศึกษาร่างกายของเราให้รู้อย่างจริง ๆ ด้วยว่าเราต้องการอาหารนั้น ๆ แค่ไหน คือเราต้องเข้าใจกระบวนการตั้งแต่เราเอาอาหารเข้าปากแล้วร่างกายของเรามันเล่นแร่แปรธาตุอาหารให้ไปอยู่ตรงไหน อย่างไร เราจึงจะเอาชนะความอ่อนแอของสุขภาพได้ ปัจจุบันผมเข่าใจได้ในหลักการว่าจะทานอาหารอย่างไรร่างกายจึงจะนำคุณค่าจากอาหารไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเกิดพิษหรือผลเสียน้อยสุด แต่จะให้อธิบายอย่างละเอียดก็ถือเป๊นเรื่องที่รู้เพียงผิวเผิน
สำหรับผู้ที่สนใจอยากรู้ว่าอาหารมีคุณอย่างไร และร่างกายเราจะใช้มันได้อย่างไร ผมขอแนะนำหนังสือ "ชีวิต ได้เลือก" ของอาจารย์มณีวรรณ กมลพัฒนะ เมื่อได้อ่านท่านจะไม่ได้เข้าใจเพียงหลักในการกินอาหารเพื่อสุขภาพ แต่ยังมีอีกหลายอย่าง หลายแง่คิดมุมมองที่ส่องทะลุก้าวไกลตามประสบการณ์ของท่าน สอดแทรกอยู่ในหนังสือเล่มนี้
ราเมศร์ เรืองอยู่
วันเสาร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2555
วันลอยกระทง
วันลอยกระทงปีนี้ตรงกับวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ เป็นอีกปีที่เหนื่อยแต่มีความสุขเช่นเคย งานกิจกรรมบำบัดจัดให้คนไข้ทำกระทงเช่นทุกปี และกลางคืนเราก็จัดนางนพมาศน้อยมาสร้างสีสรรก่อนที่จะให้คนไข้ลอยกระทงพร้อมกัน ดูบรรยากาศนะครับ จะเห็นงานเล็ก ๆ ในบรรยากาศที่แสนโรแมนติค จากความตั้งใจของเจ้าหน้าที่และผู้สนับสนุน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





