วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2558

อุปกรณ์เสริมที่น่าทึ่ง


          ผมเป็นนักกิจกรรมบำบัด มีบทบาทหนึ่งในวิชาชีพคือการประดิษฐ์คิดค้น  หาอุปกรณ์เสริมเพื่อให้ผู้ป่วยที่มีปัญหาในการเคลื่อนไหวสามารถทำกิจวัตรต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง  หลายครั้งที่ต้องรู้สึกว่าหมดหนทางที่จะหาอะไรมาเสริมได้ เช่นคนที่กำมือและขยับนิ้วไม่ได้  ขยับได้แต่ข้อศอก  ก็นึกไม่ออกว่าจะหาอะไรมาเสริมเพื่อให้เขาเปิดหนังสืออ่านได้  มีข้อจำกัดเรือ่งวัสดุอุปกรณ์ว่าจะใช้อะไรดี จึงจะดูดีและมีคุณสมบัติเหมาะสม  
         ตอนนี้ผมมีอุปกรณ์เสริมที่น่าทึ่งมาก ๆ อันหนึ่งที่อยากจะแนะนำ  แต่ผมไม่ใช่คนที่ทำมันหรอกนะ แต่มันเกิดจากความคิดของผู้ป่วยเอง  ผู้ป่วยคนนี้ขยับนิ้วมือไม่ได้ หยิบจับดินสอปากกาไม่ได้  โดยปกติผมก็จะทำผ้าติดแถบกาวพันมือและมีแถบสำหรับเสียบอุปกรณ์ เช่น  ด้ามช้อน ดินสอ ปากกา ที่โกนหนวด ให้กับผู้ป่วยประเภทนี้  เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้เอง  แต่ผู้ป่วยรายนี้เขาประยุกต์ใช้ขวดนมมาเป็นอุปกรณ์ยึดภู่กันสำหรับวาดรูป  ซึ่งเมื่อผมเห็นแล้วรู้สึกทึ่งมาก  เป็นอะไรที่เรียบง่ายมากและดูไม่มีมูลค่า  แต่ว่ามันกลับเป็นอุปกรณ์ที่เขาใช้มันได้อย่างดีที่สุดและถนัดที่สุด  เขาใช้มันในการสรรสร้างงานศิลปะมากมายหลายชิ้น  เกิดมูลค่าจากงานหลายหมื่นเท่าของราคาขวดเปล่าใบนั้น  และที่สำคัญเมื่อเขาได้ไปออกสื่อต่าง ๆ ในฐานะศิลปินวาดรูป เขาก็ได้โชว์ให้ทุกคนเห็นว่าเขาได้ใช้เจ้าอุปกรณ์ชิ้นนี้ในการสร้างงานศิลปะ  เรียกได้ว่าเป็นอัตลักษณ์ประจำตัวเลยก็ว่าได้


   
    ผมได้พยายามคิดว่าจะหาวัสดุอะไรมาทำอุปกรณ์แทนชัินนี้ได้บ้าง  ที่จะดูดี ราคาถูก ใช้งานได้ดี  ปรากฎว่าจนบัดนี้ผมก็ยังคิดไม่ออกครับ......กฤชติณฑ์  วสนาท  บอกว่าเขาจะใช้มันตลอดไป
popsnapshot.blogspot.com

                                                                                                                                                                                                                                                                                                            ราเมศร์  เรืองอยู่
                                                                                                                                              11  มิ.ย. 58

วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2558

บนถนนแห่งชีวิต



         ทุกวันนี้ทุกคนกำลังเดินไปบนถนนแห่งชีวิต  เราทุกคนกำลังถูกบังคับด้วยกฏแห่งธรรมชาติให้เดินไปสู่จุดหมายปลายทางที่เดียวกันคือ...ความตาย   แต่ละคนต่างมีเส้นทางชีวิตของตนเอง  หลายคนเดินไปบนเส้นทางเดียวกัน  แต่ต่างกรรมต่างวาระ  เจอวิบากบนเส้นทางที่ต่างกัน  บางคนเดินไปขณะฝนตกหนักต้องฝ่ามรสุม  บางคนอาจเดินฝ่าแดดร้อนแผดเผา  ทุกคนไม่รู้ว่าถนนแห่งชีวิตของตนเองจะไปสิ้นสุดที่จุดไหน  ส่วนใหญ่จึงสร้างจุดหมายให้กับตัวเองโดยใช้ความสำเร็จหรือความฝัน  แต่ละคนก็มีความสำเร็จและความฝันที่ต่างกันอีก  ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของบางคนอยู่ที่ความมั่งคั่งด้วยทรัพย์สิน  บางคนอยู่ที่วิชาความรู้สูงล้ำ  บางคนอยู่ที่การได้รับการยอมรับยกย่อง  และมีอีกส่วนหนึ่งความสำเร็จอยู่อยู่ภายในใจที่สงบเย็น  สำหรับความฝันคือสิ่งที่ช่วยผลักดันให้แต่ละคนสู่ความสำเร็จ  หลายคนยอมเหนื่อยยากเพื่อหาหนทางสู่ความฝัน  บางคนก็ทำได้แค่ปล่อยให้ความฝันเป็นความฝันอยู่ในใจเท่านั้นด้วยเพราะบริบทที่ต่างกัน

         เมื่อแรกเกิดเราเหมือนพืชที่เพิ่งงอกจากเมล็ด ไม่ว่าเมล็ดของเราจะตกอยู่ตรงไหน  เราก็งอกเงยได้ตามภาวะแวดล้อมที่ทำให้เม็ดพร้อมที่จะงอกได้  ต่อยอดผลิใบตามสภาพ  เริงร่าท้าลมและแสงแดด เหมือนเด็กน้อยไร้เดียงสา พบโลกใบใหม่ที่เต็มไปด้วยสีสรรตื่นหูตื่นตา  ทุกอย่างล้วนน่าศึกษาเรียนรู้ ชีวิตเต็มไปด้วยชีวา แต่พออายุของเราฝ่านเลยเลขยี่สิบห้าปี  ดูเหมือนว่าความหวือหวาเริ่มลดลง  เริ่มเข้าสู่ความจริงจัง  เริ่มมองหาความมั่นคงให้ชีวิต  เริ่มมองหาหนทางให้ตัวเอง  แต่ส่วนมากก็มองหาหนทางสู่่ความสำเร็จหรือความฝัน  โดยที่ยังไม่มองไปถึงที่จุดสิ้นสุดของชีวิต  

         สำหรับตัวผมเองนั้นก็เช่นกัน  เริ่มตระหนักถึงจุดสิ้นสุดของเส้นทางก็ต่อเมื่อเดินผ่านครึ่งทางชีวิตมาแล้ว  บางครั้งก็สับสนเหมือนกันว่าจะเลือกใช้เส้นทางไหนดี  บางคนคนชี้ทางเดินไปทางนั้นบางคนชี้ไปทางนี้  สุดท้ายเมื่อมันไม่ใช่หรือไม่ชอบเส้นทางเราก็ต้องเปลี่ยนเส้นทางใหม่  แต่ทุกเส้นทางนั้นย่อมมีจุดจบทุกเส้นทาง  ผมจึงคิดว่าเส้นทางชีวิตของเราเราควรเลือกของเราเองว่าเราจะเดินไปทางไหน เราอยากแวะชมอะไรข้างทาง  เราอยากจะนั่งพักตรงไหน  เราอยากจะดื่มด่ำกับอะไร  จะเดินทางลัด  ทางตรงทางโค้งทางอ้อมย่อมขึ้นอยู่กับเหตุผลทางความคิดของเราในขณะนั้นเป็นสำคัญ  แนนอนว่าบางครั้งเราก็เดินผิดทางหรือหลงทางบ้างก็บอกตัวเองว่าไม่เป็นไร เพราะนั่นคือหนึ่งประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้  สิ่งที่ได้เรียนรู้และประสบการณ์ที่ได้จากทางเดินที่เราผ่านมานั้นต่างหากคือสิ่งที่เราต้องคิดว่าจะนำมาก่อให้เกิดประโยชน์กับตนหรือกับคนอื่นอย่างไร

         ความจริงแล้วเราสามารถเลือกได้ว่าจะให้จุดจบของเราเป็นแบบใด  ด้วยการไม่ตั้งอยู่ในความประมาท  ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายวันนี้ก็คือจุดจบของเรา....เราคิดว่าวันนี้ของเราดีพอแล้วหรือยัง
                                                                                   
                                                                                                                 ราเมศร์  
                                                                                                              25 เม.ย. 58

วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ความวางใจ
           ตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2558 ผมต้องเดินทางไปเยี่ยมคุณแม่ที่ต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อให้ยาฆ่าเชื้อ เนืองจากอาการติดเชื้อที่แขน  มีอาการแขนบวมเป่ง  คุณหมอประมาณการณ์ว่าน่าจะต้องให้ยาประมาณ 1 เดือน  ผมเดินทางเข้าไปเยี่ยมคุณแม่ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ทุกวัน
           ด้วยความวางใจจึงเกิดเหตุนี้ขึ้นเพราะคุณแม่แขนบวมมาตั้งแต่ก่อนปีใหม่  ไปหาหมอประจำอำเภอคุณหมอบอกว่าไม่เป็นอะไรน่าจะเป็นโรคข้อรูมาตอยกำเริบให้ทานยารักษาโรคข้อต่อไป เนื่องจากคุณแม่อยู่ต่างจังหวัดผมจึงได้แต่โทรถามอาการ  คุณแม่ก็บอกว่าดีขึ้นมาเรื่อยๆ ไม่เจ็บไม่ปวด แต่แขนยังบวมอยู่นิดหน่อย  ก็วางใจมาเรื่อย ๆ ว่าน่าจะค่อย ๆ ดีขึ้น  จนมาถึงวันที่หมอโรคข้อนัดมาตรวจปรากฏว่าแขนของคุณแม่บวมและแดงมากกว่าเดิมประมาณสองเท่า  อาจารย์หมอจึงต้องให้นอนโรงพยาบาลเพ่ือรักษาอาการ
          อย่างไรก็ตามผมก็ต้องดำเนินชีวิตอยู่บนความวางใจต่อไป   วางใจคุณหมอทั้งหลายของคณะแพทย์ที่ร่วมกันวางแผนรักษาคุณแม่  วางใจคุณพยาบาลและเจ้าหน้าที่ที่ดูแลคุณแม่เพราะไม่มีห้องพิเศษว่างให้เราเฝ้าดูแลตลอดทั้งวันได้  วางใจว่ารถที่เราจอดทิ้งไว้ในสวนลุมจะปลอดภัยเพราะเราหาที่จอดในโรงพยาบาลได้ลำบากเหลือเกินในแต่ละวันจึงต้องไปจอดข้างนอก
          สำหรับผมความวางใจคือทางออกทางหนึ่งของความทุกข์ใจ  เพราะถ้าเราไม่วางใจ  เราคงต้องหนักใจมากจนรับรับไว้ไม่ไหว

วันพฤหัสบดีที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2557

ทำดีที่เกินพอดี



              การได้มีโอกาสย้อนดูไฟล์การทำงานประจำเก่า ๆที่ถูกเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์และในแฟ้มงาน ก็พบว่าที่ฝ่านมาเราทำงานเยอะและน่าจะใช้เวลาค่อนข้างเยอะเหมือนกันกับงานเหล่านั้น  ซึ่งในขณะที่ทำงานนั้น ๆ คิดว่าจะต้องทำให้ดีที่สุด  สมบูรณ์ที่สุด และมีมาตรฐาน  แต่เมื่อเวลาผ่านไปและได้มาย้อนทบทวนดูก็เห็นว่าเกือบครึ่งหนึ่งที่เดียวที่เป็นงานที่เราทำดีเกินไป ( หมายถึงมาตรฐานของเนื้อหาสาระในงาน)   มันไม่ได้ช่วยส่งผลอะไรมากกับหน่วยงาน  เพราะมันไม่สอดคล้องกับบริบทของหน่วยงานโดยเฉพาะด้านแนวคิดและทัศนคติของเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ  ซึ่งแปลว่าที่ผ่านมานั้นเราทำดี... เกินความพอดี    จึงเกิดความคิดว่า   ต่อไปนี้...เราต้องปล่อยวาง  ฟังความคิดคนอื่นมากขึ้น  และยอมรับตามบริบทที่เป็นอยู่
             ทำให้ปัจจุบันนี้มีความเบาสบายในการทำงาน  ไม่เครียด  แน่นอนส่วนหนึ่งเกิดจากวัยและอายุงานที่มากขึ้นทำให้มีประสบการณ์มาประมวลใช้เป็นกรอบคิดได้  การมองย้อนอดีตประกอบกับการตั้งใจฟังเพื่อนร่วมงานโดยไม่ยึดติดกับความคิดของตนเองเป็นหลัก  ก็ทำให้แนวการบริหารจัดการแบบใหม่ของตนเองที่ดูเหมือนว่าสอดคล้องกับบริบทของหน่วยงาน  โดยเฉพาะด้านทรัพยากรณ์บุคคลที่เรามีอยู่ จึงเชื่อว่าถ้าทำให้เกิดความพอดี  ก็น่าจะส่งผลที่พอดีกับหน่วยงานและองค์กร   รูแบบนี้ขอเรียกว่า การจัดการโดยใช้บริบทเป็นศูนย์กลาง  (Context center management)

                                                                                                        ราเมศร์  
                                                                                                     25/4/2014

วันเสาร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2556

ความใส่ใจที่หายไป


       ในเช้าวันหยุดที่สดใส  พระอาทิตย์ส่องแสงยามเข้ากระทบใบไม้ที่ชุ่มฉ่ำน้ำฝนที่หล่นพรั่งพรูเมื่อตอนเช้ามืด  หยดน้ำยังเปล่งประกายวาบวับเมื่อกระทบแสง
ใบไม้แห้งร่วงหล่นเพราะแรงลมและฝนชะ  ผมวางถ้วยกาแฟที่ละเลียดจิบจนเหลือก้นถ้วยบนม้านั่งไม้หมอนรถไฟ  แล้วหยิบไม้กวาดทางมะพร้าวมากวาดใบไม้ที่หล่นเกลื่อนพื้นหน้าบ้าน  กวาดเสร็จแล้วเงยหน้าขึ้นไปมองต้นไม้ที่หน้าประตู  เห็นดอกไม้รูปทรงแปลกชนิดที่ไม่เคยเห็นมาก่อน  หรือว่ามันลอยมาจากไหน  ผมคิดในใจ  ไม่ใช่สินะเพราะมันมีขั้วก้านดอกอยู่ที่ยอดไม้นั่น   มันคือดอกของต้นนี้นี่เอง  แล้วมันต้นอะไรล่ะ   ผมนึกชื่อมันไม่ออกรู้แต่ว่าน้องที่ทำงานซื้อให้ตอนขึ้นบ้านใหม่ ตอนนั้นมันเป็นต้นเล็กถูกถักเป็นเปียอยู่ในกระถาง
         ผมเริ่มเอะใจตนเอง  ผมเดินผ่านมันทุกวันไปมาในเวลาเข้าออกบ้าน  แต่ผมไม่เคยใส่ใจเลยว่ามันคือต้นอะไร   มันอยู่ที่หน้าบ้านมาสิบกว่าปีจนตอนนี้มันสูงท่วมหัว  และที่สำคัญตอนนี้มันมีดอก  ซึ่งผมเพิ่งเห็นดอกของมันเป็นครั้งแรกในวันนี้  และเพราะความที่ผมไม่ค่อยได้ใส่ใจมัน  ประกฏว่าดอกที่เห็นนั้นกำลังจะร่่วงโรยเสียแล้ว........ตอนนี้ผมนึกชื่อมันออกแล้ว  มันชื่อว่าต้นศุภโชค
         มันทำให้ผมคิดได้ว่าดีนะที่มันเป็นต้นไม้  ถ้าผมไม่ใส่ใจคนใกล้ตัวที่รู้จักและคนที่เดินสวนกันไปมาทุกวัน  ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือที่ทำงาน...มันจะเป็นอย่างไรหนอ

                                                                                                                       ราเมศร์

วันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ความพอดีของการเล่นเกมคอมพิวเตอร์อยู่ตรงไหน?

           ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบใช้เวลาว่างและไม่ว่างแต่จัดเวลามาเล่นเกมได้  นั่นอาจเป็นเพราะเราติดมันแล้วใช้ไหม อะไรในเกมที่ทำให้แต่ละคนไม่สนใจหรือละเลยอย่างอื่นแล้วมานั่งเล่นเกม  ผมคิดว่าเกมน่าจะมาตอบสนองความต้องการลึกๆที่อยู่ในใจของแต่ละคนได้
           เวลาที่เล่นเกมนานๆ ผมจะมีคำถามให้ตัวเองเสมอว่าพอหรือยัง  แล้วงานอื่น ๆ ที่ค้างอยู่ล่ะจะทำอย่างไร  ส่วนมากผมก็จะบอกตัวเองว่าไม่เป็นไรเดี่ยวค่อยทำตอนโน้นตอนนี้  เกมส่วนมากที่ผมเล่นเป็นเกมชนิดที่ต้องทำภาระกิจให้เราไต่ระดับของเกมที่สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ หรือขยายอาณาจักรของตัวเองไปเรื่อย ๆ ผมมีความสุขเมื่อรู้สึกว่าตนเองทำสำเร็จในแต่ละด่าน  รู้สึกว่าเรายอดเยี่ยมมาก และหากว่ามีคนรู้เห็นในความสำเร็จของเราด้วยแล้วก็ยิ่งเพิ่มความภาคภูมิใจ  หรือนี่เป็นเพราะเกมตอบสนองในความต้องการให้เป้นที่ยอมรับ  เรายอมรับว่าตัวเราเก่ง  คนอืนยอมรับว่าเราเก่ง  แต่เราก็ไม่รู้จักพอจนกว่าเราจะทำได้ถึงระดับสูงสุดของเกมนั้น ๆ   แต่ถ้าเจอเกมที่มันยากเกินไปเราก็จะยุติการเล่นทันที  ผมเคยคิดว่าถ้าอย่างนั้นเราก็เอามาใช้กับการทำงานของเราได้เหมื่อนกัน  เช่น พยายามทำให้ตำแหน่งหน้าที่การงานหรือระดับเงินเดือนมันสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่มันกลับใช้ไม่ได้ผลในโลกของความจริง  อาจเป็นเพราะความยุ่งยากและเวลาที่เนิ่นนานกว่าการเล่นเกม
           อะไรที่เกินไปคือความไม่พอดี  ฉะนั้นการหมกมุ่นอยู่กับเกมมากเกินไปย่อมไม่ส่งผลดีในภาพรวมแน่ ๆ เราอาจจะเล่นเกมได้เก่งขึ้น  เราฉลาดคิดมากขึ่น  เรารู้เท่าทันเกมมากขึ้น  แต่สิ่งที่จะเพิ่มตามมาพอๆกันก็คือสิ่งที่เราสั่งสมจากการละเลย  เช่น ความสัมพันธ์ในครอบครัวแย่ลง  การใส่ใจซึ่งกันและกันลดลง  การดูแลสุขภาพตัวเองลดลง  การใส่ใจในรายละเอียดของงานลดลง  ซึ่งสุดท้ายย่อมส่งผลกระทบที่รุนแรงกลับมาที่ตัวเราแน่ ๆ แล้วใครจะเป็นคนเตือนเราล่ะ    ถ้าคนอื่นเตือนเรา  เราก็จะรู้สึกเหมือนว่าเขาไม่เข้าใจเรา  เรามักไม่พอใจที่มีคนมาว่าเราติดเกม  เพราะในความคิดของเราเวลาที่เราใช้เล่นเกมคือเวลาที่เราจัดสรรแล้ว  ถ้าเราไม่มานั่งทบทวนดู  เราจะไม่รู้ว่าเราเสียเวลาไปกับมันมากมายขนาดไหน  เวลาที่เราใช้เล่นเกมนั้นสามารถเอาไปทำอะไรที่สำคัญได้มากมาย  แล้วความพอดีอยู่ตรงไหน
         ผมคิดว่าแต่ละคนมีกิจกรรมที่มีความหมายต่อตนเองที่แตกต่างกัน  การมีสติรู้ตนเองเท่านั้นที่จะทำให้เราเล่นเกมอย่างสมดุลได้  ไม่มากไปและไม่น้อยไป  การเล่นเกมมีประโยชน์ต่อการลับสมอง และพัฒนาทักษะทางความดิดด้านต่าง ๆ และช่วยตอบสนองความพึงพอในให้กับเราได้  ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวได้ถ้าเล่นด้วยกัน   ขณะเดี่ยวกันก็ส่งผลกระทบกับสิ่งรอบข้างที่เราละเลย  ถ้าเรารู้ตัวว่าเรากำลังละเลยอะไร  เราก็จะรู้ว่า ณ ขณะนั้นเราควรเล่นเกมหรือว่าควรทำอะไร   เลือก  และทำในสิ่งที่เรามีสติรู้  ความสมดุลของการเล่นเกมก็จะเกิดกับเรา   มากไปน้อยไปอยู่ที่บริบทของแต่ละคน.....ยากแต่ทำได้


                                                                                                                                  ราเมศร์


วันเสาร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2556

    

เมื่อมีบางสิ่งมากระทบใจจนเสียสมดุล...คุณทำอย่างไร



          การรักษาสมดุลของชีวิตไม่ใช่การทำให้ทุกอย่างอยู่ตรงกลาง  แต่ในความหมายของผมมันเป็นการทำให้ชีวิตอยู่ตรงตำแหน่งพอดีที่จะไม่เอียงไปทางทุกข์หรือเอียงไปทางสุข  เมื่อส่วนที่เป็นทุกข์มีน้ำหนักมากกว่าส่วนทีเป็นสุข  เราก็จะต้องทำกิจกรรมที่จะเพิ่มส่วนที่จะให้เกิดน้ำหนักที่เป็นสุขให้มากขึ้น  จนกระทั่งใจอยู่ตรงกลางไม่สุขและไม่ทุกข์
         ในช่วงวันสองวันที่ผ่านมานี้มีหลายสิ่งหลายอย่างเข้ามากระทบใจของผมจนรู้ตัวได้ว่าจิตใจไม่อยู่ตรงกลาง  แกว่งไปแกว่งมา  เมื่อใจเสียสมดุล ชีวิตก็พลอยเสียสมดุลไปด้วย ส่งผลกระทบต่่อชีวิตตนเองและคนในครอบครัวและเพื่อนร่วมงานรอบข้าง  พยายามถามตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ก็ไม่พบคำตอบ  เมื่อมีเวลาว่างจึงขอใช้เวลาเข้าไปศึกษาจิตใจตนเองที่วัดอโศการาม  ซึ่งเป็นวัดที่อยู่ใกล้บ้าน  และมีบรรยากาศที่เหมาะอย่างยิ่งที่จะอยู่อย่างสงบ  ใต้ร่มไม้ที่ร่มครึ้ม  ลมพัดอ่อน ๆ โชยผ่านเป็นระยะ  ผมใช้เวลาสองชั่วโมงในการอ่านหนังสือ "พระพุทธเจ้าพระองค์จริง"  อ่านไปเรื่อย ๆ โดยไม่ได้คาดหวังหรือกำหนดกฏเกณฑ์ใด ๆ   หลังจากนั้นก็เดินหยั่งรู้การเคลื่อนไหวของตนเอง  และเฝ้าดูความรู้สึกต่าง ๆ ที่เกิดจากการเคลื่อนไหว จากการเห็น  และเสียงที่ได้ยิน     
        ในขณะที่นั่งอ่านหนังสือเห็นว่ากายกับใจของตนเองจะต้องไปด้วยกัน  เพราะเห็นว่าใจเกิดจากการที่มีกาย  ใจเกิดจากการทำงานของสมองที่เป็นไปตามธรรมชาติ  แต่ธรรมชาติก็สร้างให้สมองพัฒนาได้เพิ่มพูนหากมีการฝึกหรือเมื่อมีการคิดซ้ำ ๆ จนอาจถึงขั้นแยกออกมาจากกายได้  เมื่อได้มาเดินดูการเคลื่อนไหวก็เห็นว่าการพัฒนาของจิตใจเกิดจากการรับรู้ทางกาย    เมื่อเห็นนก  เห็นไก่  เห็นกระรอก  หากินอยู่ตามธรรมชาติ ก็สงสัยว่าสัตว์จะมีความทุกข์เกิดขึ้นตอนไหนบ้าง  และคิดว่าสัตว์น่าจะมีความทุกข์ในตอนที่มีความรู้ว่าตนเองกำลังตกอยู่ในอันตราย  ตอนหิวหาอาหารไม่ได้  นกกินหนอนโดยไม่รู้สึกว่าบาปหรือกำลังเบียดเบียนชีวิตผู้อื่น   แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็แล้วแต่  สุดท้ายเมื่อเวลาร่วงโรยไปผมก็รู้สึกได้ว่าใจของตนเองนั้นกลับมาอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ทุกข์และไม่สุขได้แล้ว   หมายความว่าผมน่าจะปรับสมดุลของใจได้แล้ว
         ผมยังคงเดินต่อไปและดูใจของตนเองต่อไป  แต่แล้วความรู้สึกแปลก ๆ ก็เกิดขึ้นเมื่อผมต้องเดินผ่านคุณลุงท่านหนึ่งที่แต่งตัวภูมิฐานมาก  กำลังกวาดใบไม้ตรงบริเวณทางที่ผมเดิน  ความจริงในช่วงท้าย ๆ ของการเดินผมก็ได้ยินเสียงกวาดใบไม้ดังแทรกเสียงนกเสียงกาดังมาจากหลาย ๆ ทิศทางเนื่องจากเป็นเวลาบ่ายคล้อยแล้ว  มีคนหลายคนกวาดใบไม้    แต่ความรู้สึกที่ว่าแปลกนี้เกิดขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อผมเดินผ่านคุณลุงท่านนี้ซึีงผมเห็นท่านกวาดพื้นอยู่ใกล ๆ มาได้สักพักหนึ่งแล้ว  ความรู้สึกนั้นก็คือรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าและเห็นแก่ตัว
        นี่คงจะเป็นคำตอบของผมว่าทำไมเราจึงควรทำนุบำรุงวิถีแห่งพุทธ.........


                                                                                                                   ราเมศร์  เรืองอยู่     
                                                                                                                         9 มี.ค. 56