วันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2555




พ่อเมศ…พ่อมหัศจรรย์ของฟ้าใส



1.  รับลูกมาอยู่ด้วย

2   ลูกติดเอว

3.  ลูกร้องตาม

4.  พาลูกไปโรงเรียน

5.  ฟ้าผ่าในรถ

6.  เวลาแปดนาฬิกา

7.  สิ่งที่พ่อรู้และสิ่งที่พ่อทำ

8.  อยากแบ่งปัน

9.  อย่าตีลูก

10. สิ่งที่ควรจะเป็น







คำนำ

            ผมเขียนเรื่องนี้โดยมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อต้องการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของตนเองให้กับคนอื่นที่อาจมีความคล้ายกัน ที่ต้องจัดการกับชีวิตในบางเรื่อง  จะได้เกิดการเรียนรู้ทางลัดและนำไปปรับใช้ได้  โดยไม่ต้องปล่อยหรือรอให้มันเกิดกับตนเอง เพราะบางเหตุการณ์ถ้าหลีกเลี่ยงได้ ไม่ปล่อยให้มันเกิดก็น่าจะดีกว่า โดยระลึกถึงเหตุการณ์ของผมที่จะเล่าสู่กันต่อไปนี้เป็นตัวอย่าง  งานเขียนนี้ไม่เน้นสำนวนแบบงานเขียน  ไม่มีคำที่ยืดยาวหรืออารัมภบทอะไรมากมาย  หยิบยกมาแต่แก่นสำคัญที่อยากจะชี้ให้เห็น   อาจจะอ่านไม่สนุกและเพลิดเพลิน แต่ต้องใช้สมาธิที่จะเข้าใจมาก  เพราะจะเขียนเนื้อหาเข้าถึงสาระสำคัญเร็วและตรงเลย  

         ผมไม่ได้ต้องการมุ่งจะบอกว่าผมจัดการได้ดีอย่างไร  แต่ผมเสียใจกับการกระทำหรือแสดงพฤติกรรมที่ไม่ดี ที่ผมไม่ควรจะทำแต่ก็ทำไปแล้ว  และอยากให้คนอื่นได้อ่านเพื่อเป็นสิ่งเตือนใจเมื่ออยู่ในสถานการณ์คล้ายกัน
 แต่ละคนถูกเลี้ยงมาแตกต่างกัน  ในวันเด็กเราซึมซับสิ่งที่พ่อแม่กระทำต่อเรามาโดยที่ไม่รู้ตัว   จากการได้ซักถามพูดคุยกับหลาย ๆ คนเรื่องการเลี้ยงดูลูกมักจะถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น  ถ้าพ่อแม่ถูกเลี้ยงมาด้วยวิธีเดียวกัน เช่น ไม่ใช้ความรุนแรงหรือตีลูกเลย  ลูกของเขาก็จะไม่โดนตีเลย  ถ้าพ่อถูกเลี้ยงแบบไม่โดนตี  แต่แม่ถูกเลี้ยงมาแบบโดนตี  ลูกก็มีโอกาสที่จะโดนแม่ตี(ผมไม่ได้สืบค้นว่ามีการศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังหรือยัง)  ผมอยู่ในกลุ่มที่ถูกเลี้ยงมาแบบโดนตี  แต่ไม่ต้องการใช้วิธีนี้กับลูกจึงทำให้ผมมีปัญหาเวลาที่ไม่สามารถควบคุมสิ่งที่ถูกฝังอยู่ในตัวตนได้   และผมก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง  เหมือนอย่างที่คนส่วนใหญ่เป็น  แล้ววันหนึ่งก็มีเหตุการณ์ที่สะท้อนให้เราต้องทบทวนตัวเอง  มันเหมือนเรียกสติเรากลับมา  ให้เราพิจารณาว่าเราควรทำอะไร อย่างไร  ถ้าเราต้องการให้เกิดสิ่งดี  เราจะจัดการสิ่งร้ายอย่างไร  เมื่อลูกสาวผมทำให้ผมรู้สึกได้ว่าเขาเป็นเด็กหญิงมหัศจรรย์ที่การเกิดมาของเขา  สามารถเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่างรอบตัวได้   ผมก็อยากจะเป็นพ่อมหัศจรรย์ของลูก  ที่สามารถเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ อย่างรอบตัวได้เช่นกัน  ด้วยเรื่องราวต่อไปนี้



                                                                   ราเมศร์  เรืองอยู่

                                                               พ่อเมศ..พ่อจ๋าของฟ้าใส

       

1.  รับลูกมาอยู่ด้วย

    

        ผมเป็นพ่ออีกคนที่ต้องเลือกวิธีทิ้งลูกไว้กับคนเฒ่าคนแก่ที่ต่างจังหวัด   เหตุผลของผมคือไม่สามารถอยู่กันสามคนพ่อแม่ลูกได้  เมื่อพ่อแม่ต้องแยกกันไปทำงานแล้วเจ้าตัวเล็กจะอยู่กับใคร  จ้างเขาเลี้ยงนะหรือ  คำตอบเดียวคือไม่วางใจ   จะเอาตาหรือยายมาเลี้ยงก็ไม่อยากทรมานคนแก่ที่คุ้นเคยกับวิถีชิวิตแบบต่างจังหวัด  แล้วต้องมานั่งอุดอู้อยู่ในบ้านที่มีลักษณะเป็นซอง ๆ อย่างทาวน์เฮ้าท์หลังเล็ก ๆ กับคนข้างบ้านที่ไม่คุ้นเคย  ผมยอมแลกเหตุผลนี้กับความคิดถึง  ความห่างเหิน  และสิ่งที่จะต้องสูญเสียอีกหลาย ๆ อย่าง  ที่ประมาณค่าไม่ได้เพราะมันเป็นเรื่องของความรู้สึกและหัวใจ   แต่ในใจคิดตลอดเวลาว่าอยากรับลูกมาอยู่ด้วยกัน  แล้ววันหนึ่งเมื่อลูกอายุใกล้สามขวบสามารถเข้าเตรียมอนุบาลได้แล้ว  เราก็มีเหตุผลพอที่จะไปพรากหลานรักออกมาจากอกยาย   งานนี้ไม่มีใครรู้สึกแฮบปี้แม้แต่คนเดียว  แต่มันก็เป็นวิถีที่ต้องเลือกเพื่อวางพื้นฐานชีวิตที่คิดว่าดีให้ลูกน้อย   สิ่งที่ผมอยากจะบอกในตอนนี้ก็คือ  ถ้าเป็นไปได้จัดครอบครัวให้ได้อยู่พร้อมกันพ่อแม่ลูกตั้งแต่แรกเถอะ  และจะดีมากขึ้นอีกถ้ามีปูย่าตายายมาอยู่ด้วย     เมื่อผมรับลูกมาอยู่ด้วยแต่ตายายไม่ได้ตามมาเลี้ยง  ผมจึงต้องลำดับความสำคัญของเวลาใหม่  และเลือกที่จะให้เวลาแก่ลูกให้มากที่สุด   ผมอยากเลี้ยงลูกด้วยเวลามากกว่าใช้เงินทองเลี้ยง   ผมจึงต้องปรับการดำรงชีวิตใหม่ด้วยการทำงานน้อยลง  เพื่อเอาเวลามาอยู่กับลูก  ยอมสูญเสียรายได้จากการทำงานเสริมแล้วหันมาใช้ชีวิตแบบพอเพียง   เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกมีภาวะจิตใจที่เข้มแข็งสมบูรณ์พร้อมเผชิญโลกกว้างในอนาคต   และหวังลึก ๆว่า เมื่อถึงเวลาในอนาคตลูกคงไม่ดูแลเรายามชราภาพด้วยเงินเช่นกัน

 

 

2   ลูกติดเอว

 

        ด้วยสภาพวิถีชีวิตที่ผมมีเวลาอยู่ที่บ้านมากกว่าภรรยาที่ต้องออกไปทำงานตั้งแต่เช้ามืดและกลับถึงบ้านจนเย็นค่ำ  ทำให้เกือบตลอดเวลาที่ผมอยู่บ้านจะมีลูกติดอยู่ที่เอว  ดูเขาจะมีความสุขที่ได้เกาะอยู่บนเอวของพ่อ  ไม่ว่าผมจะทำอะไรก็ตาม  ถ้าผมวางเขาลงผมก็จะเห็นเด็กสูงเหนือเข่าผมเล็กน้อยยืนชูมือสองข้างและขยับขาทั้งสองด้วยไปมา  พร้อมกับพูดแบบงอนง้อว่า  “พ่ออุ้ม ๆ”   วิธีคิดของผมคืออุ้มก็ได้เพราะอีกหน่อยเขาโตขึ้นผมก็อุ้มไม่ไหวแล้ว  เด็กคงต้องการการรับสัมผัสและความมั่นใจ  และต้องการที่จะเห็นโลกในมุมมองเดียวกับผมด้วยระดับสายตาที่สูงพอกัน

       แต่อะไรก็ตามที่มันขาดสมดุลหรือมากเกินไปย่อมไม่เป็นผลดี  ผมมีวิธีคิดที่จะอุ้มลูกอย่างมีความสุข  แต่เมื่อต้องอุ้มลูกทำกับข้าวในเวลาที่เร่งรีบตอนเช้า  เวลาเอาเสื้อผ้าใส่เครื่องซักผ้าและเอาออกตาก  เวลากวาดถูบ้าน และเวลาดื่มกาแฟที่ผมต้องการผ่อนคลายและปล่อยอารมณ์ไปกับกลิ่นหอมกรุ่น    คำถามว่า “ทำไม?”มันก็เกิดขึ้น  ผมใช้วิธีปล่อยให้เวลามันผ่านไปก่อนพร้อมกับคำถามว่า “ทำไม?”  แล้วสุดท้ายผมก็ได้คำตอบเดิม ๆ คือ “เพราะเขาเป็นลูกของเรา”  และเมื่อนั้นผมก็จะหมดคำถาม

 

 

 

 

3.  ลูกร้องตาม

 

              ตอนที่ผมรับลูกมาอยู่ด้วยนั้นเขาอายุเพิ่งจะสองขวบกว่า ๆ จึงยังไม่ได้พาไปเข้าเรียน  รอให้ทางโรงเรียนเปิดรับเด็กเล็กชั้นเตรียมอนุบาลก่อน  จึงต้องให้คุณตามาอยู่ด้วยเพื่อช่วยเลี้ยงหลานเวลาที่ผมและภรรยาไปทำงาน   ชีวิตประจำวันของผมก็คือตอนเช้าเมื่อลูกตื่นมา  เขาก็จะเจอพ่อกับคุณตาเพราะแม่ไปทำงานตั้งแต่เช้ามืดแล้ว  แต่ลูกก็จะเลือกที่จะอยู่กับผมไม่ยอมอยู่กับคุณตา จึงเป็นที่มาของการที่ต้องมีลูกติดเอวตลอดเวลาในการทำงานบ้าน หรือเวลาที่ต้องเตรียมอาหาร   มีอีกช่วงเวลาหนึ่งที่ทำให้ผมเห็นภาพอยู่ในความทรงจำตลอด  คือเวลาที่ผมไปทำงานแล้วลูกยืนเกาะประตูร้องให้ตาม พร้อมกับตะโกนเรียก “พ่อจ๋า ๆ ”  มันยิ่งใหญ่สำหรับผมผู้เป็นพ่อที่เหมือนกับต้องฝืนใจพลัดพรากลาจากคนที่เรารักที่สุด  ถึงแม้จะต้องจากกันเพียงชั่วไม่กี่ชั่วโมง  แต่ ณ ขณะเวลาที่เหลือบไม่มองลูกยืนร้องให้อยู่นั้นมันทรมานเหมือนต้องจากกันแรมปี  ผมได้รับความรู้เพิ่มเติมในภายหลังว่าเด็กเล็กจะยังไม่สามารถกะระยะเวลาได้ว่าที่พ่อบอกว่า “เดี๋ยวตอนเย็นพ่อก็กลับมาแล้ว” นั้นมันนานขนาดไหน  ลูกเขาไม่รู้หรอกว่าเราจะกลับมาเมื่อไหร่  ลูกจึงกลัวว่าเราจะไม่กลับมาอีก   เมื่อใกล้ถึงเวลาที่ผมจะต้องออกไปทำงานคุณตาจึงใช้วิธีแยกลูกออกไปจากผมแล้วพาไปขี่จักรยานเล่นนอกบ้าน หรือพาไปสนามเด็กเล่น  มันช่วย

ไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมแห่งการพลัดพรากได้  แต่มันก็เกิดความรู้สึกทีแย่อีกอย่างหนึ่ง  คือลูกกลับเข้าบ้านแล้วหาพ่อไม่เจอก็จะร้องให้หาพ่ออีกว่าพ่อหายไปไหน   ซึ่งสิ่งที่ผมอยากให้มันเป็นก็คือก่อนผมออกไปทำงานผมเข้ามาอุ้มลูกหอมแก้มทั้งสองข้างแล้วบอกว่า “พ่อไปทำงานก่อนนะลูก  เดี๋ยวตอนเย็นเจอกันนะ”  แล้วผมก็ขับรถออกไปพร้อมกับลดกระจกมาโบกมือบ้ายบายกับลูกที่ยิ้มและโบกมือพร้อมส่งจูบให้ผมเช่นกัน   ผมอยากให้ลูกได้เห็นความจริง  ผมจึงบอกคุณตาว่าไม่ต้องพาลูกหนีไปไหนเวลาที่ผมจะออกไปทำงาน  และผมก็ทำอย่างที่ผมอยากให้มันเป็นแต่ต่างกันตรงที่เวลาที่ผมโบกมือบ้ายบายลูกร้องให้และตะโกนว่า “พ่อจ๋า ๆ”  ไม่ได้โบกมือแล้วส่งจูบอย่างที่อยากให้เป็น

 

 

4.  พาลูกไปโรงเรียน

 

          เมื่ออายุของลูกเกือบครบสามขวบ  เราก็พาลูกไปสมัครเข้าเรียนชั้นเด็กเล็กเตรียมอนุบาลที่โรงเรียนเอกชนใกล้ ๆ บ้านและใกล้ที่ทำงานของผม   เหตุผลที่เลือกโรงเรียนนี้เพราะอยู่ใกล้ที่สุด   ผมไม่อยากเห็นภาพตัวเองและลูกต้องตื่นแต่เช้าแล้วโกลาหลอยู่บนถนนที่จะไปโรงเรียน   อยากให้ลูกได้พักผ่อนได้เต็มที่ เพราะครอบครัวเราไม่สามารถนอนตั้งแต่หัวค่ำได้เนื่องจากภรรยาผมต้องทำงานนอกเวลา ผมกับลูกต้องไปรอรับกว่าจะกลับเข้าบ้านก็สามทุ่มกว่าแล้ว   เราจึงได้นอนกันตอนสี่ทุ่มกว่า ๆ  

     ก่อนจะให้ลูกเข้าโรงเรียน  เราใช้วิธีพูดเชิงบวกอยู่ประมาณหนึ่งเดือนว่าการไปโรงเรียนดีอย่างไร เช่น  ลูกจะได้แต่งชุดนักเรียนน่ารัก ๆ เหมือนพี่คนนั้นคนนี้(คนที่เป็นไอดอลของเขา)   จะได้เจอเพื่อนและเจอคุณครูที่เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ที่เป็นด้านดีทั้งหมด  พาไปซื้อชุด  พาไปดูโรงเรียน บอกกับญาติพี่น้องเพื่อให้ลูกได้ยินคำว่า “จะได้ไปโรงเรียนแล้วเหรอ”  แล้วรู้สึกว่าการไปโรงเรียนมันเป็นเรื่องพิเศษสำคัญสำหรับเขา

      เมื่อถึงวันแรกที่ต้องไปโรงเรียนจริง ๆ ก็เป็นไปอย่างที่เราต้องการคือลูกตื่นเต้นดีใจที่จะได้ไปโรงเรียน  รีบแต่งตัวโดยที่ไม่มีอาการอิดออดเลย  เมื่อไปถึงโรงเรียนผมก็กอดเขาแล้วบอกว่าเดี๋ยวตอนเย็นพ่อจะมารับกลับบ้านนะเนื่องจากเป็นวันแรก ๆ คุณครูก็ขอให้ผู้ปกครองมารับเร็วกว่าปกติหน่อย  เราก็ไปรับเขาตรงเวลาทุกวันเพื่อให้เขามั่นใจว่าจะมีคนมารับเขากลับบ้านอย่างนี้ทุกวัน  อย่างที่ผมได้บอกไปแล้วว่าเด็ก ๆ จะยังไม่สามารถกะระเวลาได้  เขาจึงกลัวการพลัดพราก  เขาไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไรเขาจะได้เจอกับพ่อแม่อีก   ผมคิดว่าด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดโศกนาฏกรรมเล็ก ๆ ที่หน้าโรงเรียนทุกวัน  เสียงร้องกระจองอแง กับภาพพ่อแม่ยืนเกาะรั้วคอยดูลูกร้องด้วยตาละห้อยก่อนที่จะตัดใจทิ้งลูกไว้กลับคุณครูแล้วรีบเดินออกมาพร้อมกับปาดน้ำตาไปด้วย   พ่อแม่บางคนใจอ่อนก็ต้องสละเวลาอยู่เป็นเพื่อนลูกที่โรงเรียนซึ่งสุดท้ายก็ไม่พ้นชะตากรรมเดียวกัน  มันเป็นประสบการณ์แห่งความทรงจำสำหรับเด็ก  ซึ่งตัวผมเองก็ยังจำติดจาจนถึงบัดนี้ว่าเมื่อตอนเด็ก ๆ คุณแม่ผมต้องไปนั่งเฝ้าผมอยู่เป็นเดือนเหมือนกัน  พอเผลอหันกลับไปอีกทีแม่หายไปแล้วผมก็ได้แต่นั่งร้องไห้ไม่เป็นอันเรียนหนังสือ   และก็ไม่อยากให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับลูกของตัวเอง  จึงใช้วิธีตามที่บอกไว้  อาทิตย์แรกเป็นไปตามที่คาดหวังแต่พออาทิตย์ที่สองลูกคงจะเห็นแล้วว่ามันไม่ได้ดีเลิศตามที่พ่อแม่พูดไว้ก่อนหน้านี้  ลูกเริ่มอิดออดไม่ยอมแต่งตัว  บางวันไปถึงโรงเรียนนั่งร้องไห้ไม่ยอมลงจากรถต้องกอดและปลอบกันอยู่พักใหญ่จึงยอม    และจากการที่ลูกอิดออดไม่

กระตือรือร้นที่จะไปโรงเรียน  มันทำให้เกิดเรื่องร้ายๆ ระหว่างพ่อลูกที่ผมอยากจะเล่าให้ฟังเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในตอนต่อไป

 

 

5.  ฟ้าผ่าในรถ

 

         หลังจากลูกได้เข้าเรียนได้ประมาณหนึ่งปี  เหตุการณ์เลวร้ายก็เริ่มเกิด  บางวันระหว่างการเดินทางไปส่งลูกที่โรงเรียนจะเกิดเหตุการณ์ที่เลวร้ายระหว่างลูกกับผม  เมื่อผมมีอาการหงุดหงิดจนถึงขีดสุดที่ไม่สามารถยับยั้งตนเองได้  ผมจะตะโกนเสียงดังมากใส่ลูกยังกับเสียงฟ้าผ่าจนเขาตกใจ   ผมไม่ได้ใช้วาจาหยาบคาย  แต่มันเป็นการบ่นที่ใช้ระดับเสียงดังมาก ๆ ถึงสาเหตุที่ทำให้ผมไปไม่ทันเวลาทำงาน   มันไม่เป็นไปตามเวลาที่ผมประมาณการณ์ไว้เนื่องจากอิดออดในการอาบน้ำ ดื่มนม  กินข้าว  ต้องพูดกับลูกหลายรอบมากเพื่อให้เขาลงมือทำอย่างใดอย่างหนึ่ง  จนผมต้องตั้งชื่อประชดเขาว่าน้องลีลาวดี  ซึ่งพอเขาเข้าใจความหมายมันจึงเป็นชื่อที่เขาไม่ชอบมาก ๆ เวลาที่ผมเรียกชื่อนี้กับเขาเขาจะมีปฏิกิริยาทันที   

         

สิ่งที่เตือนสติผมหลังจากเกิดเหตุการณ์ฟ้าผ่าในรถคือ อาการเจ็บเส้นเสียงขึ้นมาทันทีทันใด   มันทำให้ผมต้องหยุดและทบทวนตัวเองว่าไม่ควรทำอย่างนี้   แต่เหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดแค่ครั้งเดียว  เมื่อผมมีสติผมก็พยายามหาสาเหตุ  และคิดว่าเกิดจากความเครียดสะสมของตัวเราเอง   จากภาวะบีบคั้นหลาย ๆ ด้าน

 

6.  เวลาแปดนาฬิกา

   

      จากเหตุการณ์ฟ้าผ่าในรถเพียงไม่กี่ครั้ง สิ่งที่ผมคาดไม่ถึงก็เกิดขึ้นคือ ลูกเขาโยงเสียงเพลงชาติไทยที่เปิดทางวิทยุกับเวลาที่เลวร้ายที่เกิดขึ้นในรถ  เมื่อวันหนึ่งขณะขับรถเข้าไปในซอยของโรงเรียนซึ่งเป็นเวลาแปดโมงเช้าพอดี เสียงเพลงชาติไทยจากวิทยุก็ดังขึ้น  ลูกสาวผมเอานิ้วมาอุดหูทั้งสองข้างทันที  มันสะท้อนใจผมมากเลยว่าผมได้ทำสิ่งที่ทำให้ลูกเกิดการฝังใจในทางที่เลวร้าย   ตั้งแต่วันนั้นผมก็ไม่เคยยกเรื่องเวลามาบ่นอีกเลย  และพยายามเชียร์ให้ลูกร้องเพลงชาติคลอไปกับวิทยุ  ซึ่งต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าลูกจะยอมร้องตาม  แต่ร้องแบบไม่อยากจะร้อง  และมันทำให้ผมเศร้าใจมากเมื่อนึกถึงตอนที่เขาหัดร้องเพลงชาติในขณะที่เขามีอายุประมาณสองขวบ มันเป็นเพลงชาติที่เขาร้องออกเสียงผิดเพี้ยน  แต่ทำนองถูกต้อง  และเป็นเพลงชาติที่ไพเราะที่สุดที่ผมเคยได้ยิน  และผมก็ได้เก็บเป็นคลิบเสียงเอาไว้ด้วย

 

7.  สิ่งที่พ่อรู้และสิ่งที่พ่อทำ

  

       ในบางครั้งเราก็รู้นะว่าการที่จะเป็นพ่อแม่ที่ดีนั้นต้องทำอย่างไร  แต่สุดท้ายด้วยหลาย ๆ ปัจจัยที่เป็นองค์ประกอบ  ทั้งปัจจัยภายนอกที่เป็นเหตุการณ์แวดล้อม  และปัจจัยภายในที่เป็นเรื่องความเครียด ความกดดัน ก็ทำให้เราไม่สามารถทำในสิ่งที่เรารู้ได้  กลับกลายเป็นการทำตามอารมณ์   ผมเชื่อว่าทุกคนมีความสามารถในการสะกดกั้นอารมณ์ได้ไม่เท่ากัน  แต่กับการเลี้ยงลูกผมอยากให้คุณฝึก  เพราะถ้าคุณได้ทำพฤติกรรมที่คุณรู้ว่ามันไม่ควรทำ  เช่นการกาวร้าวกับลูก  ยิ่งทำเยอะเท่าไหร่มันก็จะยิ่งฝังอยู่ในตัวลูกคุณมากเท่านั้น  ซึงตัวผมเองได้เห็นภาพสะท้อนจากการเล่นของลูก  เขาเล่นเปลี่ยนบทบาทจากลูกมาเป็นแม่และกำลังดุลูกที่ทำนิสัยไม่ดี  แต่ปรากฏว่าถ้อยคำที่ออกมานั้นมันเป็นคำพูดของเราชัด ๆ   ชัดเจนว่าเขาบันทึกไว้ในสาระบบความจำเรียบร้อยแล้ว  เพียงแต่รอว่าจะเอาออกมาใช้จริงเมื่อไหร่เท่านั้นเอง  และทำให้ผมเห็นชัดเจนเลยที่คนเขาพูดกันว่าการสอนเด็กจะเกิดผลเมื่อสอนด้วยการกระทำของพ่อแม่หรือผู้ใกล้ชิดมากกว่าการสอนด้วยคำพูด  ฉะนั้นถ้าเรารู้แล้วว่าควรทำอย่างไรแต่เราไม่ได้ทำ  หรือเราทำในสิ่งที่มันไม่ตรงกับที่เรารู้   เมื่อลูกของเราโตขึ้นเขาก็จะทำเหมือนอย่างที่เราทำนั่นแหละ

 

8.  อยากแบ่งปัน

         คนเราเกิดมามีบริบทของครอบครัวที่ต่างกัน  ถูกเลี้ยง  ถูกสั่งสอน  และถูกปลูกฝังมาต่างกัน  แต่ในที่สุดพวกเราก็ต้องมาอยู่ในสังคมเดียวกัน  มีกิจกรรมสังคมคล้าย ๆ กัน  จึงทำให้เกิดข้อแตกต่างอย่างมากมายของพฤติกรรมของคนในสังคมเดียวกัน  และก็จะเห็นได้ว่าเรามีพฤติกรรมที่สังคมยอมรับได้  และพฤติกรรมที่สังคมยอมรับไม่ได้  ซึ่งมันก็ทำให้เรารู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ควรทำ  อะไรคือสิ่งที่ไม่ควรทำ  สำหรับผมจึงอยากจะบอกเล่าแบ่งปันประสบการณ์ถึงสิ่งที่ผมไม่ควรทำ  แต่ได้ทำไปแล้ว  เพื่อให้เกิดสังคมใหม่ คือสังคมที่มีคนส่วนใหญ่ทำในสิ่งที่ควรทำ    ผมเชื่อว่าการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สามารถพัฒนาตัวเราได้  ผมเองก็อาศัยการได้ยินได้ฟังเรื่องราวการเลี้ยงลูกจากหลาย ๆ คน  หลาย ๆ ครอบครัว  ชื่นชมพ่อแม่บางคนที่เลี้ยงลูกได้ดีมาก  และก็ใช้เป็นแรงบันดาลใจให้ตนเอง  ส่วนเรื่องเลวร้ายก็ใช้เตือนสติตัวเองว่าอย่าทำแบบนั้นเลย    อย่าทำเรื่องร้ายเหมือนกับที่ผมทำ

 

9.  อย่าตีลูก

             ณ  วันนี้ลูกผมอายุหกขวบกว่า ๆ แล้ว   เขายังมีความน่ารักสดใส  เริ่มดื้อตามประสาเด็กที่มีเหตุผลแบบเด็ก ๆ ยังชอบมานั่งบนตักผม  และผมก็มักจะผลักออกเพราะตัวเขาหนักแล้ว  แต่ส่วนมากจะยอมให้เขานั่งมากกว่าเพราะรู้ว่า  อีกไม่กี่ปีเขาก็โตเกินกว่าที่จะขอนั่งตักผมแล้ว  และทุกครั้งที่เห็นลูกสดใส  เริ่มโต เริ่มมีเหตุผล   ก็จะนึกย้อนไปว่าเมื่อตอนที่เขายังเล็กมาก ๆ ไม่มีเหตุผลใด ๆ นอกจากความไร้เดียงสา  ช่วงที่ลูกดื้อไม่ยอมแต่งตัวไปโรงเรียน  ผมเคยหงุดหงิดโมโหและก็ตีลูก   ผมตีลูกทำไม  ผมทำลงไปได้อย่างไร   ผมได้ปลูกฝังอะไรร้าย ๆ ให้กับลูกบ้าง  เพราะฉะนั้นขอให้พ่อแม่ตั้งสติเถอะครับ  พยายามควบคุมอารมณ์ของตนเองให้ได้    กลับมามองที่ตนเองก่อนที่จะลงโทษลูก  ว่าสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เกิดเรื่องร้าย ๆ จนต้องทำโทษนั้นเรามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไร  ตั้งสติคิดให้ดีจะเห็นว่าเรานี่แหละที่เป็นต้นเหตุ  อย่างน้อยก็คือเราดูแลเขาดีพอหรือยัง  อย่างมากก็คือเราบริหารจัดการตัวเองได้ดีพอหรือยัง

 

10. สิ่งที่ควรจะเป็น

 

       ในความคิดของผม  ผมก็ยังต้องการเพียงให้ลูกของผมเป็นเด็กหญิงธรรมดา ๆ คนหนึ่ง  ที่มีความมหัศจรรย์  ตรงที่เขาสามารถทำให้ผู้คนแวดล้อมได้คิด  ได้ทบทวน  ได้เรียนรู้  และได้มีความรู้สึกดี ๆ หรือ อยากจะทำสิ่งที่ดีกว่า  หรือสุดท้ายได้ทำสิ่งที่มันดีกว่า    อย่างน้อยคนแวดล้อมคนนั้นก็คือตัวผมเอง   และไปสู่คนอื่น ๆ ด้วยการแบ่งปันเรื่องราวไปจากผม   พ่อแม่แต่ละคนก็คงจะมีวิธีการจัดการกับการเลี้ยงลูกด้วยรูปแบบที่แตกต่างกันไปตามสภาวะแวดล้อมและปัจจัยภายนอกภายใน  แต่ถ้าเราลองถามตัวเองดูว่าเราให้ลูกเกิดมาทำไม? ....เราจะรู้สึกได้ถึงความรับผิดชอบต่อชีวิต      เราอยากให้ลูกเรามีนิสัยอย่างไร? ....และเรา อยากให้เขามีพฤติกรรมอย่างไร?.....เราจะเห็นว่าตัวพ่อแม่ที่เลี้ยงดูนี่แหละคือผู้ที่หล่อหลอมชีวิตลูก     ฉะนั้นสิ่งที่ควรจะเป็น  ก็ขึ้นอยู่กับพ่อแม่ว่าต้องการให้มันเป็นอย่างไร  แล้วก็ทำในสิ่งที่ควรจะทำ    ซึ่งสำหรับผมผู้เป็นพ่อธรรมดาๆ คนหนึ่ง  กำลังพยายามทำในสิ่งที่ควรทำ  และพบว่าเมื่อใช้สติ   สิ่งที่ต้องพยายามมันก็กลายเป็นเรื่องที่สามารถจัดการได้ง่าย ๆ  แต่สุดท้ายต้องไม่เอาตัวเองเป็นใหญ่นะครับ  เพราะเรื่องบางเรื่องมันเป็นเรื่องเล็ก ๆ ของพ่อ แต่เป็นเรื่องใหญ่ของลูก  เช่น  ฟันน้ำนมซี่แรก

ของลูกหักเราบอกกับลูกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดานะลูก   แต่เมื่อได้เห็นอากัปกิริยาและพฤติกรรมของลูกสาวเมื่อฟันน้ำนมซี่แรกของเขาหัก  ผมจึงรู้ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่ธรรมดาสำหรับเด็กเลยนะครับ     สุดท้ายจึงอยากบอกว่า  เมื่อเราเห็นว่าลูกคือแก้วตาดวงใจของเรา   เราก็ต้องมองให้เห็นเหมือนกันกับที่ลูกเห็น  และให้มีความรู้สึกเหมือนกันกับที่ลูกรู้สึกด้วยเช่นกัน

วันอาทิตย์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2555


ฟ้าใส…
                 เด็กหญิงมหัศจรรย์ของพ่อ
<><>
<><>
<><> <><>
1.คุณย่าดูหมอ
2. ชนะคู่แข่ง
3. ความรักบริสุทธิ์
  4. เพื่อนแท้ของแม่
5. แม่เหล็กดูดคน
6. เชื่อมสัมพันธ์
7. พลังชีวิต
8. นับนิ้วรอวัน
9. เด็กหญิงธรรมดา

                                       




                                             บันทึกนำ
<><> <><> <><> <><>


         บันทึกฉบับนี้ ผมมีแรงบันดาลใจจากความรู้สึกดีๆ ที่เกิดขึ้นกับชีวิต  เมื่อเราได้สร้างอีกชีวิตหนึ่งให้เกิดขึ้นมา  มันเป็นเรื่องธรรมดาของสัตว์โลก และของมนุษย์ทั่วไป  แต่มันเป็นเรื่องใหญ่สำหรับชีวิตผม  และเชื่อว่ามันก็เป็นเรื่องใหญ่ของทุกชีวิตที่มีลูกเช่นกัน   ผมจึงอยากบันทึกไว้ให้เป็นความยิ่งใหญ่ส่วนตัว แต่ยินดีทีจะแบ่งปันความรู้สึกดีๆ ให้คนอื่นล่วงรู้ว่ามันเป็นอย่างไร   จึงบันทึกไว้แบบสั้น ๆ ในเรื่องหรือประเด็นที่เรารู้สึกได้อย่างชัดเจน ซึ่งในความเป็นจริงมันมีความรู้สึกดีๆเกิดขึ้นเกินพรรณนาในใจของเรา  จนทำให้ผมรู้สึกว่าลูกสาวของผมที่ชื่อว่าฟ้าใสเป็นเด็กหญิงมหัศจรรย์ของผม
                                                                      ราเมศร์  เรืองอยู่
                                              พ่อจ๋าของฟ้าใส


1.   คุณย่าดูหมอ    
<><> <><> <><> <><>



      หลังจากแต่งงานใหม่ ๆ แม่เล่าให้ผมฟังว่า  มีคนมาเร่ขายของที่บ้านแล้วดูหมอให้ตามดวงชะตาวันเกิดของผม  หมอดูบอกกับแม่ผมว่าลูกชายที่แต่งงานจะมีลูกตอนอายุสามสิบหก และบอกว่าเป็นคนดีมีบุญมาเกิด  ผมฟังแล้วก็เฉย ๆ ไม่ได้คิดอะไร  ตอนนั้นผมอายุสามสิบสาม  และคิดว่าจะไม่ปล่อยให้มีลูกเพราะไม่อยากเสี่ยงกับโรคเลือดจางทาลัสซีเมีย  เพราะผมกับภรรยาเป็นพาหะกันทั้งคู่   ต่อมาพออายุมากขึ้นผมกับภรรยาก็มาทบทวนความคิดกันใหม่และสุดท้ายก็ตกลงว่าจะปล่อยให้มีลูก  เพราะกลัวว่าถ้าตัดสินใจช้ากว่านี้จะหมดโอกาส  และจิตใจก็พร้อมที่จะเผชิญกับอะไรก็ได้ที่จะเกิดขึ้นกับลูก ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็จะเลี้ยงให้ดีตามกำลัง  ไม่คิดที่จะทำลาย   เมื่อผมอายุสามสิบหกกว่า ๆ  ภรรยาผมเริ่มตั้งครรภ์  ซึ่งตอนนั้นผมลืมเรื่องที่แม่ผมเคยดูหมอดูไปหมดแล้ว



2.  ชนะคู่แข่ง

<><> <><> <><> <><>
       เมื่อผลตรวจของภรรยายืนยันว่าตั้งครรภ์แน่นอน  ซึ่งตรวจพบการเต้นของหัวใจของเด็กในครรภ์  อีกประมาณหนึ่งเดือนต่อมาท้องของภรรยาผมก็โตขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมกับคลำได้เป็นก้อนกลม ๆ อยู่ทางด้านซ้ายของท้องน้อย    ก็สงสัยว่าทำไมลูกโตเร็วจังและทำไมไม่อยู่ตรงกลาง  ต่อมาจึงได้ไปทำอัลตร้าซาวด์  ก็พบว่าลูกของผมมีคู่แข่งซะแล้ว  เพราะพบว่ามีก้อนเนื้อที่มดลูกและมันกำลังโตขึ้นเรื่อยๆ คาดว่าน่าจะถูกกระตุ้นจากการตั้งครรภ์  คุณหมอก็ให้สังเกตดูการเจริญเติบโต และบอกว่าไม่แน่ใจว่าก้อนเนื้องอกนี้จะไปขัดขวางการเจริญเติบโตของเด็กหรือเปล่า   การลุ้นจึงมาตกอยู่ที่ผมและภรรยา  จนถึงประมาณเดือนที่หกเจ้าก้อนเนื้องอกมันก็คงที่ไม่โตขึ้น    ก็ทำให้เราสบายใจขึ้นเล็กน้อย  แต่ยังกังวลว่าจะมีปัญหาตอนคลอดหรือไม่  สุดท้ายก็มีปัญหาจริง ๆ เพราะใกล้ครบกำหนดคลอดแล้วลูกสาวผมยังไม่ยอมกลับหัวเลย  คุณหมอบอกว่าต้องผ่าออก   จึงกำหนดวันผ่าตามวันที่คุณหมอสะดวก  คือวันพุธที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2547

 3.   ความรักบริสุทธิ์
<><> <><> <><> <><>
 
     เมื่อถึงวันผ่าคลอดคุณหมอใช้วิธีบล๊อกหลัง  เมื่อออกจากห้องคลอดแล้วภรรยาก็บอกกับผมว่า " ลูกเราข้อเท้าบิด"  ภรรยาผมไม่ได้ถูกวางยาสลบจึงได้ยินเวลาทีมผ่าตัดคุยกันขณะทำการผ่า  จึงเล่าให้ผมฟังว่าได้ยินคุณหมอบอกว่าไม่เป็นไรหรอกเดี๋ยวส่งให้หมอกระดูกเด็กดู  ตอนนั้นผมบอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไร  ไม่มีความรู้สึกของความเสียใจ  แต่มีความรู้สึกว่ารักลูกมากขึ้นในทันที  คิดในใจว่าไม่ว่าลูกจะเป็นอย่างไรพ่อรักลูกมากที่สุด พ่อรับได้ในทุก ๆ แบบที่ลูกเป็น  แล้วผมก็เดินไปขอเยี่ยมลูกในช่วงเวลาที่เขาให้สิทธิ์เฉพาะผู้เป็นพ่อเท่านั้น  เห็นลูกนอนหลับยิ้มอยู่ที่มุมปาก  คุณพยาบาลอุ้มลูกพามาหาผม  ผมขอดูข้อเท้าลูกพร้อมกับได้สัมผัสลูกเป็นครั้งแรกด้วยการจับข้อเท้าลูกที่ผิดรูปลองจัดให้อยู่ในท่าปกติ  ผมสบายใจเมื่อเห็นว่าถ้าจับให้อยู่ในท่าปกติมันก็เหมือนเท้าปกติทั่วไป  อีกสี่วันต่อมาคุณหมอกระดูกก็เอาเฝือกปูนพันขาขวาของลูกไว้ยาวตั้งแต่ปลายเท้าจนถึงโคนขา  และนัดตัดเฝือกอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า


4. เพื่อนแท้ของแม่

       ช่วงที่ภรรยาใกล้คลอด จะมีเพื่อนของเขาที่สนิทกันมาก ๆ คอยดูแลเป็นธุระจัดการเรื่องต่าง ๆ ให้  หลังจากคลอดแล้วก็จะมีเพื่อน ๆ แวะเวียนกันเข้ามาเยี่ยมมากมาย  ท่าทางและกริยาต่าง ๆ ที่เขาแสดงออกกับภรรยาและลูกของผม  ก็พอจะดูได้ว่าใครคือเพื่อนที่จริงใจมาก ๆ   ซึ่งแน่นอนว่าส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดทำให้รู้สึกซาบซึ้งใจในมิตรภาพอันงดงาม  และแสดงให้เห็นการยินดีต้อนรับมนุษย์ใหม่ตัวน้อย ๆ ของบรรดาเพื่อน ๆ
<><> <><> <><> <><>




<><> <><> <><> <><>
5.  แม่เหล็กดูดคน

       หลังจากลูกคลอดออกมา  ก็มีผู้คนมากมายมาเยี่ยมแสดงความยินดี  หลายคนเราก็ไม่คาดคิดว่าเขาจะมา แต่เขาก็มา บางคนอยู่ไกลมากก็ยังอุตส่าห์เดินทางมา  แปลว่าเขาให้ความสำคัญกับเรามาก  อันนี้เราก็รู้สึกได้ถึงความผูกพันธ์  และมิตรภาพ  แต่ละคนมาเยี่ยมก็จะหอบหิ้วของเยี่ยมเล็ก ๆ น้อยติดมือมาด้วย  ซึ่งส่วนมากเป็นของใช้สำหรับเด็ก  จนวันที่เรากลับมาบ้านต้องขนของเต็มรถเก๋ง  จัดวางอย่างดีที่ท้ายรถและล้นมาถึงเบาะหลังจนแทบไม่มีที่ให้คุณยายนั่ง  เมื่อมาอยู่ที่บ้านแล้วก็ยังมีญาติ เพื่อน ๆ และผู้ที่เคารพนับถือแวะเวียนมาเยี่ยมอยู่เสมอ  ยังซาบซึ้งใจทุกครั้งเมื่อนึกถึงสิ่งที่ทุกคนแสดงออกมาให้เห็น

6.  เชื่อมสัมพันธ์

      เพื่อนบ้านที่วัน ๆ เจอหน้ากันแต่ไม่มีการทักทายกัน  ก็เข้ามาทักทายกับลูกและก็เลยมาพูดคุยกับพ่อหรือแม่ที่อุ้มลูกอยู่ เกิดความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมากขึ้น  บางคนเข้ามาเยี่ยมในบ้าน  เมื่อพาลูกออกมารับแสงหรือเดินเล่นก็จะได้เห็นแววตาที่เป็นมิตรของผู้คนที่มองมาที่ลูก  มันชัดเจนมากเลยว่าความบริสุทธิ์ของเด็กนั้นมีพลัง  ที่จะทำให้หัวใจของผู้คนที่พบเห็นอ่อนไหว  ปรับลดความแข็งกระด้างลง เกิดเป็นความอ่อนโยนในจิตใจ อยากทะนุถนอม ปกป้องดูแล  และเป็นมิตร  ซึ่งแม้ว่าเขาเหล่านั้นจะไม่ได้แสดงกิริยาที่ชัดเจนกับเรา แต่ก็สามารถเห็นได้ทางแววต




           7. พลังชีวิต
<><> <><> <><> <><>
   
      เมื่อมีสมาชิกใหม่เกิดขึ้นในครอบครัว  สัญชาติญาณของพ่อแม่คือจะปกป้องดูแลลูกให้ดีที่สุด  มันจะเกิดพลังขึ้นในใจให้เราต้องสู้ชีวิตและมุ่งมั่นที่จะสร้างอนาคตเพื่อรองรับการเติบโตและอนาคตของลูก  เมื่อนึกถึงลูกจะเกิดพลังที่จะต้านทานความอ่อนล้าในจิตใจได้  แม้ในช่วงที่ต้องประคบประหงม พ่อแม่ต้องอดหลับอดนอน คอยเปลี่ยนผ้าอ้อม ป้อนนม  อุ้มเมื่อร้องงอแงและผมต้องอุ้มและร้องเพลง “ลอยกระทง” คืนละหลายสิบรอบกว่าเขาจะหลับ  แม้จะเหนื่อยล้าทางกาย  แต่ในหัวใจมันยังมีพลังเต็มเปี่ยมที่จะดูแลลูก  และความเหนื่อยล้าทั้งหลายก็หายเป็นปลิดทิ้งเมื่อได้มาเล่นกับลูก  ได้เห็นรอยยิ้มอันสดใส และเสียงอ้อแอ้ของลูกที่พยายามจะคุยโต้ตอบกับเรา



8. นับนิ้วรอวัน
<><> <><> <><> <><>
   
       หลังจากเลี้ยงลูกเองได้สองเดือนกว่า ๆ   ลูกต้องไปอยู่กับคุณยายด้วยความจำเป็นทางสภาพของสังคม  คือคุณยายควรได้อยู่ตามสภาพแวดล้อมเดิมที่ต่างจังหวัด  ส่วนพ่อแม่ต้องทำงานที่เดิม  และทุกคนคิดเหมือนกันคือไม่อยากจ้างบุคคลอื่นมาเป็นคนเลี้ยงดูเด็ก  ความทรมานใจของพ่อแม่ก็เกิดขึ้นที่ต้องพลัดพรากจากดวงแก้วแสนรักที่เคยได้เล่นและชื่นชมทุกวี่วัน   ความเหนื่อยล้าจากการทำงานในแต่ละวันที่เคยจางหายในพริบตาเมื่อกลับมาเจอหน้าลูกที่บ้าน  ตอนนี้มันยังคงอยู่แถมต้องมาเจอความห่วงหาเมื่อกลับมาถึงบ้าน   สิ่งที่ทำก็คือนับนิ้วดูว่าอีกกี่วันจะถึงวันที่กำหนดว่าจะไปเยี่ยมหาลูก  ซึ่งเรากำหนดกันไว้ว่าจะกลับไปหาลูกกันเดือนละสองครั้ง  และอยู่กับลูกให้นานที่สุดก่อนที่จะขับรถกลับมาจากนครสวรรค์ถึงบ้านที่บางปูสมุทรปราการก็เกือบเที่ยงคืนทุกครั้ง   ตอนนั้นมีความรู้สึกว่าเวลาที่ได้อยู่กับลูกมีความสำคัญกว่าสิ่งใด ๆ  เทียบไม่ได้กับค่าน้ำมันรถที่เราต้องจ่ายและเวลาที่ต้องใช้เดินทาง

9.  เด็กหญิงธรรมดา

      เนื่องจากพ่อเป็นนักกิจกรรมบำบัด  ได้เรียนรู้ถึงพัฒนาการ และวิธีการกระตุ้นพัฒนาการในแต่ละด้าน  พ่อจึงเลือกทางสายกลางโดยพยายามให้ลูกได้รับสิ่งที่จะเสริมสร้างการเรียนรู้และพื้นฐานทางอารมณ์ พฤติกรรม และสังคม ด้วยการกระตุ้นการรับรู้ทางการมองเห็น การรับสัมผัส การได้ยิน การเคลื่อนไหวของข้อต่อต่าง ๆ อย่างพอเพียงและสมดุล ไม่มุ่งด้านใดด้านหนึ่งให้มากหรือน้อยจนเกินไป  และสอนให้ลูกเกิดการเรียนรู้จากการกระทำของตน  ลูกจะได้เล่นและทำในสิ่งที่ต้องการภายใต้การดูแล  เหตุนี้จึงเลี้ยงลูกอย่างเด็กธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ด้วยหวังว่าเมื่อโตขึ้นลูกจะเป็นคนที่สามารถปรับตัวได้กับทุกภาวะที่เข้ามากระทบชีวิต
<><> <><> <><> <><>




                            ส่งท้าย....บทบันทึก

     การเลี้ยงลูกของผมนั้นมันไม่เป็นไปตามทฤษฎีที่อยากจะให้มันเป็น  เพราะจริง ๆ แล้วชีวิตมีองค์ประกอบหลายอย่างที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตมาก  โดยเฉพาะเรื่องที่ใกล้ตัวเรามากที่สุดคือ  อารมณ์  ความรู้สึกนึกคิดของตัวเราเอง  รวมถึงอุปนิสัยพื้นฐานหรือสันดานที่มันเกาะติดตัวเรามาจนยากที่จะสลัดมันออก  จนทำให้ผมมีเรื่องที่อยากจะแบ่งปันประสบการณ์เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับทุกท่าน  เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกของผม  และผมก็จะเขียนในตอนต่อไป
                
           ขอบคุณท่านที่อ่านบันทึกของผม  ผมเชื่อว่าคงจะมีความรู้สึกดีๆบางอย่างเกิดขึ้นในใจท่าน  นั่นแสดงว่าผมบรรลุวัตถุประสงค์ของผมแล้วครับ  หากท่านอยากแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผมก็ยินดี กรุณาติดต่อตามที่อยู่ของจดหมายนี้นะครับ

                 
                                                                                
                               mesmengmeng@gmail.com