วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2555

สมดุลชีวิต
 
        ขณะที่ผมเขียนบันทึกเรื่องนี้  ผมเฝ้าคุณแม่ที่กำลังนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์  คุณแม่ท้องเสีย  ติดเชื้อ  ความดันต่ำจนใกล้ภาวะช๊อค  และการที่ต้องมานั่งเฝ้าคุณแม่ทุกวันนี่เองทำให้ตนเองได้นึกถึงเรื่องของสมดุลชีวิต
         ขณะที่นั่งพักอยู่ที่ระเบียงด้านหลังของตึกหลิ่มซีลั่น  ท่ามกลางบรรยากาศของท้องฟ้าอึมครึม  ฝนตกปรอย ๆ สลับกับตกหนาเม็ด เพราะเป็นช่วงวันเวลาที่มีพายุพัดผ่านเข้าภาคกลางพอดี ( วันที่ ๑๔ – ๑๘ กันยายน  ๒๕๕๕ )  รอบ ๆ บริเวณดูชุ่มฉ่ำแต่ไม่ปลอดโปร่ง  ต้นไม้เขียวสดชื่นใบเปียกโชกมีหยดน้ำเกาะและหยดที่ปลายใบ  บางต้นออกดอกสีสดใส  กระรอกน้อยสามสี่ตัวกระโดดหากินไปมาบนยอดไม้สูง  ทำให้บรรยากาศในโรงพยาบาล  สงบ  เป็นธรรมชาติ   และช่วยให้จิตใจของเราผ่อนคลายจากความวิตกกังวลต่าง ๆ ในความเจ็บป่วยของคนไข้ได้บ้างในบางขณะ  มันทำให้ผมเห็นความสำคัญของธรรมชาติได้ขึ้นมาทันทีว่า  ธรรมชาติช่วยรักษาภาวะสมดุลของความรู้สึกและจิตใจได้  ความฟุ้งซ่านต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น  ถูกดึงกลับมาให้สงบนิ่งได้ด้วยธรรมชาติเหล่านี้  มันมาช่วยถ่วงดุลกันได้จริง ๆ
        นี่เป็นครั้งที่สองในรอบหนึ่งเดือนที่คุณแม่ต้องมานอนที่โรงพยาบาล   คุณแม่ผมมานอนที่โรงพยาบาลครั้งแรกที่ตึกสามัคคีพยาบารได้ประมาณหนึ่งสัปดาห์ด้วยอาการข้ออักเสบและความดันโลหิตต่ำ รักษาจนอาการดีขึ้นคุณหมอก็ให้กลับบ้าน  แต่กลับไปได้แค่สี่วันก็ต้องกลับมาอีกในครั้งนี้ด้วยอาการท้องเสีย และความดันต่ำ   ทำให้ผมต้องเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตในสองช่วงเวลาที่คุณแม่นอนโรงพยาบาลนี้ไปจากเดิม  ปกติหลังเลิกงานผมต้องไปรับลูกที่โรงเรียนแล้วกลับไปทำงานบ้านและสอนการบ้านลูก  แต่ช่วงนี้ผมรับลูกแล้วขับรถไปที่โรงพยาบาลจุฬาต่อ  ระยะทางประมาณสามสิบกิโลเมตร  ลูกก็ทำการบ้านที่โรงพยาบาล  กว่าจะกลับมาถึงบ้านก็ประมาณสามสี่ทุ่มทุกวัน   หากเปรียบเทียบกับเวลาปกติจะเห็นว่าสมดุลชีวิตของผมเสียไป  สมดุลชีวิตของลูกผมก็เสียไป  และของคนอื่น ๆ ในครอบครัว เช่น ภรรยา  พี่สาว  น้องสาว  ก็เสียไป  ทำให้คิดได้ว่าวิธีปรับสมดุลที่ดีที่สุดคือการปรับตัวปรับใจให้ยอมรับและอยู่กับปัจจุบัน  การอยู่กับความเคยชินในอดีตมันจะทำให้ใจของเราฟุ้งซ่านและรู้สึกเสียศูนย์  เราจึงควรกลับมารักษาสมดุลหรือประคองใจให้นิ่ง  เปรียบเหมือนเรานั่งอยู่ในเรือที่ลอยไปตามกระแสน้ำ  เรือก็เหมือนใจของเรา  กระแสน้ำคือสิ่งที่มากระทบวิถีปกติของชีวิตให้เสียสมดุลหรือเปลี่ยนไปจากเดิม  เราคงไปกำหนดความเชี่ยวกรากของกระแสน้ำและทิศทางของมันไม่ได้  เพราะมันเป็นเรื่องของธรรมชาติ  แต่เราสามารถประคับประคองเรือของเราไม่ให้ล่มได้ นั่นคือการพยายามมุ่งรักษาสมดุลของเรือไม่ให้เอนเอียงจนเกินไป  ต้องมีการขยับโยกซ้ายย้ายขวา  จนถึงการโยนสิ่งที่จะทำให้เรือหนักเกินไปทิ้งลงน้ำไป   นั่นคือการรู้เท่าทันจิตใจตนเอง ณ ปัจจุบันว่าเอียงหนักไปทางใด  กำลังแบกทุกข์อะไรอยู่  อะไรที่ปล่อยวางได้ก็ตัดใจ  ไม่ต้องเก็บมาไว้ทุกเรื่องจนหนักใจเกินไป  เมื่อตั้งสติ  เห็นจิตใจตนเองได้  ก็จะประคองเรือชีวิตได้ต่อไปจนตลอดรอดฝั่ง
 
 
                                                                                                               ราเมศร์  เรืองอยู่
                                                                                                               กันยายน ๒๕๕๕
                                                                                                                                              

วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2555


อุปกรณ์ช่วยในการยกตัว

      เป็นอุปกรณ์สำหรับให้ผู้ที่เป็นอัมพาตครึ่งท่อนล่างใช้ในการยกตัวให้ลอยจากพื้น  เพื่อลดแรงกดที่บริเวณก้นกบในขณะนั่ง  เพื่อลดแรงเฉือนในขณะเคลื่อนตัวไปด้านข้าง  และเพื่อใช้ออกกำลังกล้ามเนื้อต้นแขนในการเหยียดแขนและกล้ามเนื้อที่ใช้ในการยันลำตัว

       อุปกรณ์นี้เราสามารถประดิษฐ์ขึ้นได้เองจากท่อน้ำพีวีซี  ซึ่งมีความแข็งแรง ทนทาน  สามารถรับน้ำหนักได้ดี  หากเก็บรักษาในที่ร่มจะทนนานหลายปี  สามารถจัดหามาได้ง่าย  และราคาไม่แพง

อุปกรณ์ในการทำ

1.ท่อพีวีซีขนาด  1 นิ้ว   ตัดเป็นท่อนยาวขนาดต่าง ๆ ดังนี้

  - ยาว   45   ซม.    จำนวน   1  ท่อน        (A)

  - ยาว   15   ซม.    จำนวน   2  ท่อน        (B)

  - ยาว   12  ซม.    จำนวน   2  ท่อน        (C)

  - ยาว    20  ซม.    จำนวน   2  ท่อน       (D)

  - ข้องอ    จำนวน    6   อัน                      (E)

   -ฝาครอบ  จำนวน   2  อัน                     (F)

  2.  กาวทาท่อน้ำ
 
วิธีทำ

1.       ตัดท่อน้ำตามจำนวนและขนาดที่กำหนด

2.       ต่อประกอบตามขั้นตอนดังนี้

-           ใช้ข้องอสวมในท่อท่อน  A  ทั้งสองด้าน ปรับให้ข้องอตรงแนวเดียวกัน (ทากาวด้านนอกของท่อน้ำและด้านในของข้องอ)


-           ประกอบส่วนมือจับ โดยสวมข้องอที่ท่อท่อน  D ทั้งสองด้าน ปรับให้ข้องอตรงแนวเดียวกัน  (ทากาวด้านนอกของท่อน้ำและด้านในของข้องอ)

-           สวมท่อท่อน   B  และ  C  ที่  ที่ข้องอของท่อท่อน D ทั้งสองด้าน    (ทากาวด้านนอกของท่อน้ำและด้านในของข้องอ)

-           ประกอบส่วนมือจับโดยสวมท่อท่อน  C  เข้ากับข้องอของท่อน  A ทั้งสองด้าน  ปรับให้ได้มุม 90  องศากับแนวท่อท่อน  A (ทากาวด้านนอกของท่อน้ำและด้านในของข้องอ)

-           สวมฝาครอบที่ปลายท่อท่อน    B 


หมายเหตุ  - ท่านอาจลองประกอบโดยยังไม่ทากาวก่อน เพื่อสามารถปรับขนาดความสูง  ความกว้าง  ให้เหมาะสมกับขนาดรูปร่างของผู้ใช้  เมื่อได้ขนาดที่พอดีแล้วจึงประกอบใหม่ด้วยกาวยึดติด

   วิธีทำแป้งสำหรับฝึกการทำงานของมือ

            ในการฝึกการทำงานของมือ   นักกิจกรรมบำบัดมักจะใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า putty  หรือดินน้ำมันชนิดพิเศษ ที่มีความเหนียวหนืดคงที่ ไม่สามารถปั้นขึ้นรูปได้    โดยการนำมาให้ผู้ป่วยนวดเพื่อเพิ่มกำลังของนิ้วมือ  กดนวดเพื่อลดบวมของมือ  และเพิ่มช่วงการเคลื่อนไหวของมุมข้อนิ้วมือ  ขึ้นกับวัตถุประสงค์ในการใช้   ซึ่งตัว putty ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ  และราคาแพง    แต่เราสามารถทำแป้งสำหรับใช้เองได้  อาจจะขาดคุณสมบัติบางประการ เช่น  ความหนืดอาจจะด้อยกว่า  แต่ก็สามารถประยุกต์ใช้ได้  หรือที่รู้จักกันว่า “แป้งโดว์”

วิธีทำแป้งโดว์

           ส่วนผสมของการทำแป้งโดว์ ประกอบด้วย
1. แป้งสาลี 3 ถ้วยตวง
2. น้ำต้มสุก 2.5 ถ้วยตวง
3. เกลือป่น 1 ถ้วยตวง
4. ครึมออฟทาร์ทาร์ 1/4 ถ้วยตวง
5. น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
6. สีและกลิ่นผสมอาหาร (ที่ได้รับ อย.)
 
ขั้นตอนการทำ
1.      นำน้ำต้มสุกที่ยังอุ่นอยู่ หรืออุณหภูมิห้อง ใส่ภาชนะก้นลึก เทเกลือที่ตวงไว้ลงในภาชนะ คนจนเกลือละลาย แล้วพักไว้
2.      นำแป้งที่ตวงไว้แล้ว มาร่อน ตอนร่อนแป้งให้ใส่แป้งสาลีและครีมออฟทาร์ทาร์ลงไปร่อนพร้อมกันเลย
3.      เมื่อได้แป้งที่ร่อนแล้ว ก็ค่อยๆ เทน้ำเกลือลงไปในแป้งที่ร่อนแล้ว ตามด้วยน้ำมัน กลิ่น และสี คนให้เข้ากัน จนไม่มีเม็ดสาคู
4.      จากนั้นก็นำแป้งที่คนจะเข้ากันแล้วขึ้นตั้งเตา ถ้ามือใหม่เปิดไฟอ่อนๆ ก่อน กวนจนแป้งโดว์สุกทั่ว ปิดแก๊ส พักแป้งโดว์จนอุ่น แล้วนวดให้เข้ากัน
5.      ก่อนเก็บต้องแน่ใจว่าแป้งโดว์คลายความร้อนออกจนหมดแล้ว เย็นตัวดี จะใช้วิธีเก็บใส่กระปุกหรือจะแรปพลาสติกก็ได้   หรือจะเก็บในภาชนะที่ปิดสนิท เพื่อยืดอายุการใช้งานของแป้งโดว์ก็ได้
หากไม่มีแป้งสาลี ก็สามารถทำแป้งโดว์ได้
โดยการทำแป้งโดว์สูตรแป้งข้าวโพด  และแป้งข้าวเจ้าแทน   โดยใช้อัตราส่วน อย่างละครึ่งของสูตรแป้งสาลี
        
1. แป้งข้าวโพด 1.5 ถ้วยตวง
2. แป้งข้าวเจ้า 1.5 ถ้วยตวง
ส่วนผสมอื่นๆ ตามปกติ  วิธีทำก็เหมือนสูตรแป้งสาลี เพียงแต่เวลาผสมแป้งและน้ำเกลือเข้าด้วยกัน จะดูเบามือ ดูเหลวกว่าปกติ  เพราะแป้งข้าวโพดจะมีน้ำหนักเบา รอสักพักแป้งจะเริ่มข้นขึ้น เนื้อแป้งที่ได้ก็จะนิ่ม นุ่ม เหมือนสูตรปรกติ
 

วันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2555


โรงเรียนชีวิต....กับโอกาสในการเรียนรู้

                                                                                                    โดย...ราเมศร์  เรืองอยู่






                  เมื่อวันที่ 21 – 22 เมษายน 2555  ในช่วงสาย ๆ ของวันที่ร้อนระอุ  ข้าพเจ้าพาครอบครัวประกอบด้วยภรรยาและลูกสาววัยเก้าขวบย่างกรายเข้าไปสัมผัสชีวิตในอีกรูปแบบหนึ่งที่ข้าพเจ้าไม่คุ้นชินตามคำแนะนำของบุคคลท่านหนึ่งซึ่งข้าพเจ้าขออนุญาตเรียกท่านว่า อาจารย์มณีวรรณ  กมลพัฒนะ    ที่ ๆ ข้าพเจ้าไปก็คือ มูร่าห์ฟาร์ม  เป็นฟาร์มควายนมแห่งแรกของไทย  ซึ่งอยู่ที่อำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา  และในการเดินทางครั้งนี้ข้าพเจ้าไปฟร้อมกับเพื่อร่วมงานอีกสี่คน   ข้าพเจ้าทราบแต่เพียงว่าอาจารย์มณีวรรณต้องการให้ไปดูเกี่ยวกับโรงเรียนชีวิต  แต่ก็ไม่ทราบว่าโรงเรียนมันเป็นอย่างไรและยินดีที่จะไปด้วยเหตุผลว่าเป็นโอกาสที่จะได้เจอและพูดคุยกับอาจารย์หลังจากที่ไม่ได้เจอกับท่านนานประมาณสองปีแล้ว  และจะได้พาครอบครัวไปเที่ยวดูพาร์มความนม   โดยเฉพาะลูกสาวที่อยากให้ได้ไปรับประสบการณ์ที่แปลกใหม่  และสุดท้ายที่ต้องได้แน่

                                    
            หลังจากทานอาหารกลางวันที่แม่บ้านที่ฟาร์มปรุงให้ใหม่ ๆ ร้อน ๆ แล้ว   ข้าพเจ้าก็มีโอกาสเดินสำรวจรอบ ๆ ฟาร์ม  รวมถึงลงไปสัมผัสเจ้าควายที่กระจายอยู่ตามคอกต่าง ๆ ซึ่งไม่ทราบว่าแบ่งอย่างไร  เพราะเป็นการเดินดูตามอัธยาศัยไม่มีไกด์แนะนำ  ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนมากทำให้เดินดูอยู่ได้ไม่นานก็กลับมานั่งในอาคารและสนทนากับอาจารย์มณีวรรณ  ซึ่งวันนี้ท่านมากับน้องชายคืออาจารย์หมอไพโรจน์  และลูกชายของท่านคือคุณกมล  อาจารย์ก็พูดให้ฟังว่าอาจารย์จะทำโรงเรียนชีวิตและมีเอกสารให้เรา  ซึ่งมีหลัก และสูตรในการเรียน  สรุปได้ว่าเป็นโรงเรียนที่หากเราปฏิบัติตามหลักและสูตรนี้แล้วสุดท้ายจะเกิดมุมมองของการดำเนินชีวิตที่มุ่งเน้นเรื่องของความสมดุลที่จะอยู่กับธรรมชาติอย่างเกื้อกูลซึ่งกันและกัน  การใช้ประโยชน์สูงสุดจากธรรมชาติโดยทำลายธรรมชาติน้อยที่สุด  และใช้ปัญญาที่เกิดจากการฝึกปฏิบัติผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน  สุดท้ายเราจะสามารถผลักดันวิถีปฏิบัติผ่านช่องทางของแต่ละสาขาอาชีพไปสู่บุคคลอื่น ๆที่มีความพร้อมตามบริบทของแต่ละคน

             อาจารย์ได้กล่าวถึงเรื่องสภาวะของโลกที่เปลี่ยนแปลงว่าเราจะรับมือกับมันอย่างไร   การเมืองที่ผันผวนระดับโลกและระดับประเทศที่มีผลประโยชน์แอบแฝงหรือความไม่รู้จักพอเป็นพื้นฐาน    สุดท้ายก็จะส่งผลกระทบมาที่ตัวเราอย่างเลี่ยงไม่ได้  ผ่านทุก ๆ ทาง  ทั้งธรรมชาติ ทางสังคม และเศรษฐกิจ    อาจารย์พูดถึงวิถีการกินที่มุ่งเน้นเรื่องการรักษาความบกพร่องของการทำงานของเซลร่างกาย  เนืองจากอาจารย์เป็นโรคหลอดเลือดสมองทำให้มีอาการเป็นอัมพาตครึ่งซีกซ้ายของร่างกาย  ด้วยความที่เป็นนักวิทยาศาสตร์และเชี่ยวชาญเรื่องเคมี   อาจารย์จึงเลือกวิธีรักษาด้วยการรับประทานอาหารที่เป็นคุณกับความต้องการของร่างกายจริง ๆ ภายใต้การกำกับดูแลของนายแพทย์สุชาติ  ซึ่งอาจารย์ต้องไปปรับสมดุลร่างกายทุกสัปดาห์  และอาจารย์ก็พิสูจน์ด้วยตนเองแล้วเห็นว่าระบบการทำงานของร่างกายดีขึ้นจริง  เช่น ระดับความดันเลือดเป็นปกติโดยที่ไม่ต้องใช้ยาปรับความดัน     และปัจจุบันอาจารย์ก็ได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมะอย่างลึกซึ่งและทำกิจกรรมที่ส่งเสริมพุทธศาสนา  และดูเหมือนว่าอาจารย์พบสิ่งที่ยิ่งใหญ่และอยากให้มันเกิดประโยชน์กับคนที่ด้อยปัญญาเฉกเช่นข้าพเจ้า  กลุ่มของเราก็ได้มีการสนทนากันในประเด็นที่เกี่ยวกับธรรมะ  เช่นคุณรัญจวน  ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของฟาร์มที่ยึดถือปฏิบัติพุทธศาสนาแบบมหายานได้พูดเรืองแปดโลกที่มีตั้งแต่นรกถึงสวรรค์ ซึ่งข้าพเจ้าจำไม่ค่อยได้  ทราบแต่ว่าเรายังอยู่ในโลกมนุษย์ที่มีรัดโลภโกรธหลง  แต่สำหรับตัวข้าพเจ้าเองคิดแค่เพียงว่าในการดำเนินชีวิตนั้นขอให้รู้ตัวตลอดเวลาว่ากำลังรักโลภโกรธหรือหลง  เพราะถ้าเรามีสติมันจะทำให้เรารู้ว่าเราควรจะทำอย่างไร   อาจารย์ถามข้าพเจ้าว่าเห็นอะไรจากการเดินดูธรรมชาติรอบ ๆ ฟาร์ม  ข้าพเจ้าบอกว่าเห็นความลำบากท่ามกลางความร้อนทั้งของตัวข้าพเจ้าและของควาย    และถามว่าขาพเจ้าว่าจัดสมดุลของชีวิตอย่างไร  ปัจจุบันมีอะไรที่ทำให้ข้าพเจ้าเสียสมดุลบ้าง  แต่ครั้งนี้ข้าพเจ้าไม่ได้ตอบคำถามของท่านตรง ๆ เนื่องด้วยบรรยากาศของการพูดคุยกันหลาย ๆ คนทำให้ประเด็นการตอบคำถามของข้าพเจ้าตกไปอย่างเนียน  แต่ข้าพเจ้าคิดว่าอาจารย์ทราบคำตอบเพราะเราเคยคุยกันเรื่องนี้เมื่อนานมาแล้ว  
  

         ตอนเย็นเราก็มีโอกาสได้ไปเดินเล่นชมฟาร์มกันอีกครั้งในบรรยากาศแบบแดดร่มลมตก  แล้วต่อด้วยอาหารเย็นมื้อพิเศษ  เพราะเป็นอาหารในรูปแบบที่เพื่อสุขภาพจริง ๆ  ประกอบด้วย สเต็กเนื้อ ซุปเอ็น  พิซซ่า  โอเมกา 3 จากปลาสวาย  และตบท้ายด้วยเค๊กชอคโกแลตหวานน้อยแสนอร่อยพร้อมกับร้องเพลงแฮบปี้เบิร์ดเดย์ให้อาจารย์หมอไพโรจน์ คุณพิมล และคุณต๋อม  แคร์กีฟเวอร์ของอาจารย์  หลังจากนั้นเราสนทนากันเรื่องอาหารการกินถึงประมาณสี่ทุ่มกว่าก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน

        ข้าพเจ้าได้ยินเสียงไก่ขันตั้งแต่ตีห้ากว่า ๆ และคิดว่าคงนอนต่อไม่หลับจึงเตรียมตัวลงมาเดินเล่นรับอรุณและสูตรอากาศสดชื่นพร้อมกับกาแฟหอมกรุ่นสักแก้ว  แล้วทุกอย่างก็เป็นไปตามนั้น  และเช้านี้เราได้รับเกียรติจากเจ้าของฟาร์มคือคุณรัญจวนได้พาเรานั้งรถโฟร์วีลขับตะเวณดูรอบ ๆ ฟาร์มบนเนื้อที่กว่าสี่ร้อยไร่  ซึ่งก็เป็นที่ตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก  ได้เห็นการพยายามบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดของเจ้าของฟาร์ม  เช่นการปลูกพืชหลากหลายชนิดเพื่อเป็นอาหารของเจ้าควายและได้ทดลองทดลองพันธุ์ไม้  และข้าพเจ้าก็เกิดความคิดว่าถ้าได้มีการพัฒนาในเชิงท่องเที่ยวก็น่าจะทำได้โดยจัดให้เป็นสถานีต่าง ๆ เช่น  สถานีรีดนม  สถานีทำผลิตภัณฑ์จากนม  สถานีผลิตอาหารควาย เป็นต้น โดยพาหนะสำคัญที่จะใช้พานักท่องเที่ยวชมสถานีต่าง ๆ คือเกวียนที่ใช้ควายลากจูงเท่านั้น

          เช้าวันที่สองนี้เราก็ได้รับประทานอาหารเชิงเพื่อสุขภาพอีก  ประกอบด้วยนมวัว น้ำเวย์โปรตีนจากนม  ไข่ลวก และชีช  ตามด้วยข้าวมันไก่และเครื่องใน  เมนูทั้งหมดนี้เน้นที่คุณค่าทางสารอาหาร  และทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกได้ถึงความอร่อยของชีชสดๆ และไข่ลวกที่อร่อยแบบธรรมชาติไม่ต้องมีการปรุงรสใด ๆ  เช้านี้ข้าพเจ้าเห็นเดินออกกำลังกายแต่ในท่วงท่าที่ดูสงบเย็นแบบเดินจงกรม  หลังอาหารเข้าเรามีการสนทนาเพื่อสรุป    ประเด็นหลักก็คือชีวิตของคนเราสามารถเปรียบเทียบได้กับบัวว่าจะเป็นบัวอยู่ใต้ตรม  อยู่ใต้น้ำ  อยู่ปริ่มน้ำ  หรืออยู่พ้นน้ำ  ขึ้นอยู่กับว่าเราจะประพฤติตนอย่างไร  โง่เง่าเต่าตุ่น  หรือใช้สติปัญญา  และอาจารย์ได้ตั้งคำถามให้ช่วยกันหาคำตอบว่าทำไมดอกบัวจึงเป็นสัญลักษณ์ของพุทธศาสนา   สุดท้ายก็ได้ข้อคำตอบว่าเพราะดอกบัวแตกต้นมาจากรากเหง่า  เติบโตผ่านโคลนตรม  พ้นจากปากเต่า กุ้ง หอย ปู ปลา  ชูขึ้นมาบานอยู่เหนือน้ำ  มีกลีบ เกสร และเมล็ด  แล้วก็เหี่ยวแห้งไป  เหมือนการนิพพาน    ข้าพเจ้ามีความคิดเห็นเพิ่มเติมว่าการแพร่ขยายของไหลบัวเปรียบได้ดับการเผยแพร่ศาสนา  จะต้องมีภาวะหรือสภาพที่เหมาะสมจึงจะเกิดเป็นต้นและดอกได้   แต่ข้าพเจ้าคิดว่าบัวก็คือบัว  บัวมีธรรมชาติของบัวอย่าไปพยายามทำบัวให้เป็นอะไร  และก็อย่าพยายามทำอะไรให้เป็นบัว    พอจบเรื่องบัวก็เป็นเวลาสาย ๆ เราก็แยกย้ายกันไปเตรียมตัวเดินทางกลับ  อาจารย์ก็แยกไปถ่ายรูปกับควายโคลนนิ่งตัวแรก  และกลุ่มเราก็ได้ถ่ายรูปร่วมกันกับอาจารย์

          หนึ่งเดือนต่อมาข้าพเจ้าก็ยังเป็นนักเรียนที่ไม่ตั้งใจเรียนเท่าไร  เพราะไม่ค่อยได้ทำภาคปฏิบัติคือเรียนธัมม์  แต่ก็พยายามคิดตามว่าเราจะมีชีวิตอย่างไร

         2  มิถุนายน  2555   ข้าพเจ้าตื่นมาตอนเช้ามืดประมาณตีห้า  พอลืมตาก็เห็นว่าอ๋อนี่ไม่ใช่บ้านเราแต่เป็นที่บ้านของพ่อภรรยาหรือพ่อตา  หูก็แว่วเสียงไก่ขัน  เสียงเพลงเก่า ๆ เสียงรถ  เสียงวิทยุ  เสียงคนประกอบอาหาร  ทำให้นอนต่อไม่หลับ  ก็เลยนอนวิปัสสนาด้วยการติดตามลมหายใจตัวเอง   ใจก็ลอยไปถึงเรื่องโรงเรียนชีวิตของอาจารย์มณีวรรณ  และทบทวนตัวเองดูว่าหลังจากไดเจอกับอาจารย์ที่มูร่าห์ฟาร์มก็ผ่านไปประมาณเดือนครึ่งเรามองเห็นชีวิตเป็นอย่างไร  ก็ได้เห็นว่าตนเองนึกถึงเรื่องการกินอยู่อย่างพอดีและเป็นประโยชน์สูงสุดมากขึ้น  เวลาทานอาหารก็จะคิดว่ามันเป็นประโยชน์กับเราแค่ไหน  เรากินมันเพื่ออะไร  และได้เล่าให้คนอื่น ๆ ฟังว่าเราได้รับประสบการณ์อะไรมาบ้างเกี่ยวกับการเลือกอาหารรับประทาน  ก่อนหน้านี้ข้าพเจ้าก็เลือกปฏิบัติตามแนวทางที่เรียกว่าแมคโครไบโอติคอยู่แล้ว  คือทานอาหารจากธรรมชาติอย่างธรรมชาติ  แต่ก็สามารถทำได้ระดับหนึ่งเท่านั้นเนื่องจากมีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น  ไม่สามารถปลูกพืชผัก  และเลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ไว้ทานเองได้  ที่ทำได้คือพยายามหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป  และเลิกใช้เตาไมโครเวฟประกอบอาหาร  เพื่อทำให้กระบวนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอาหารของเซลร่างกายเป็นไปตามธรรมชาติมากที่สุดและไม่เกิดพิษ  แล้วสุดท้ายสุขภาพของเราก็จะแข็งแรงแบบยั่งยืนได้เองจากภายใน   อีกเรื่องหนึ่งเรื่องของอารมณ์ที่นิ่งขึ้น  ได้แนวมาจากอาจารย์ไพโรจน์เหมือนกันว่าคนเราสามารถปฏิบัติได้ตลอดเวลาด้วยการกำหนดลมหายใจ  แต่ข้าพเจ้าไม่ได้ปฏิบัติเหมือนกับอาจารย์ไพโรจน์ที่มีการกำหนดระยะเวลาในการหายใจให้ยาว  ข้าพเจ้าทำได้เพียงการเฝ้าติดตามการหายใจของตนเอง   ประกอบกับในช่วงที่ผ่านมาข้าพเจ้ามีประเด็นทางการปฏิบัติหรือเกี่ยวกับศาสนาพูดคุยแลกเปลี่ยนกับเพื่อนร่วมงานระหว่างมื้อกลางวันอยู่บ่อย ๆ   ได้ติดตามรายการ “พื้นที่ชีวิต”  ของวรรณสิงห์  ประเสริฐกุล  ซึ่งเป็นรายการเกี่ยวกับปรัชญาชีวิต  โดยที่ข้าพเจ้ารู้จักรายการนี้จากอาจารย์มณีวรรณเมื่อสองสามปีก่อน  และก็ได้อ่านหนังสือจากกัลยาณมิตร  อย่างเช่น เรื่อง  “๑ พระอาจารย์ ๙มารร้าย  ปิดอบายใน ๑ พรรษา”  ของพระอาจารย์  นวลจันทร์  กิตติปัญโญ    และข้าพเจ้าได้ฟังบรรยายเรื่อง “จะพัฒนาตนเองอย่างไร ให้มีความสุขในการทำงาน”  โดยนายแพทย์ไพบูลย์  ศรีแก้ว  ซึ่งก็เน้นที่การใช้ปัญญาในการคิดและปรับใจให้รู้ความจริง     สิ่งเหล่านี้ช่วยกระตุ้นให้ข้าพเจ้าหันมามองจิตใจตนเองมากขึ้น  และเริ่มจะเกิดแนวคิดว่าข้าพเจ้าน่าจะทำให้ชีวิตของข้าพเจ้าให้เกิดความสมดุลได้ด้วยการปรับที่ใจ  ซึ่งมันจะส่งผลต่อพฤติกรรมและการแสดงออกของข้าพเจ้าต่อไป  แล้วสุดท้ายก็น่าจะส่งผลต่อทุกสิ่งที่แวดล้อมตัวข้าพเจ้า    และน่าจะเป็นทางที่ดี  แต่สุดท้ายข้าพเจ้าก็ยังคงไม่เข้าใจว่าสิ่งที่ข้าพเจ้าทำนี้เกี่ยวข้องกับโรงเรียนชีวิตหรือไม่

     วันที่ 1 สิงหาคม  2555 ผมเตรียมตัวเดินทางไปที่นครสวรรค์จังหวัดบ้านเกิดเพราะเป็นวันหยุดยาว  วันพฤหัสบดีเป็นวันอาสาฬหบูชาวันศุกร์ก็เป็นวันเข้าพรรษาต่อด้วยวันหยุดเสาร์อาทิตย์รวมสี่วัน  ขณะเวลาเดียวกันก็กำลังแข่งขันกีฬาโอลิมปิกลอนดอนเกมส์กันอย่างเข้มข้น  ผมเกิดคำถามในใจว่ากีฬาแห่งมวลมนุษยชาตินี้เราจะชิงดีชิงเด่นกันไปเพื่ออะไร  ทำไมต้องหาคนที่เร็วที่สุด คนที่แข็งแรงที่สุด  คนที่มีทักษะทางการเคลื่อนไหวดีที่สุด  ถ้ามองแค่ตัวคนผู้แข่งขันและทีมงานนั้น ๆ มันเกินสมดุลเกิดแนวคิดสุดโต่งหรือไม่  มันปลูกฝังว่าถ้าจะทำอะไรต้องทำให้ดีที่สุดหรือไม่  มันคงจะดีถ้าการกระทำนั้นมันคือทำดีสีขาว  แต่อีกมุมหนึ่งของการต้องดีสุดโต่ง  มันก็คือการเร่งเผาผลาญโลกนั่นเอง  เพราะถ้าเราต้องใช้แต่ของดี ๆ แสวงหาแต่สิ่งที่เราคิดว่าดี   ไม่ดีโยนทิ้ง  หรือไม่ดีพอก็ใช้ไม่ได้  อย่างนี้โลกก็แย่แน่ ๆ ถ้าคนส่วนใหญ่บนโลกมีแนวคิดนี้ในการดำเนินชีวิต  แล้วความสมดุลมันอยู่ตรงไหน  ข้อนี้ผมยังคิดไม่ออก  ซึ่งก็คงจะสอดคล้องกับแนวคิดของอาจารย์มณีวรรณว่าเราจะกินอาหารอย่างไรให้มันมีอาหารเปี่ยมคุณภาพพอเลี้ยงคนทั้งโลก  เราคงต้องมองอีกมุมหนึ่งของความเป็นที่สุดนั่นคือทำให้มีคุณภาพดีที่สุด

                                           *******************************************************************************************

วันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2555




พ่อเมศพ่อมหัศจรรย์ของฟ้าใส



1.  รับลูกมาอยู่ด้วย

2   ลูกติดเอว

3.  ลูกร้องตาม

4.  พาลูกไปโรงเรียน

5.  ฟ้าผ่าในรถ

6.  เวลาแปดนาฬิกา

7.  สิ่งที่พ่อรู้และสิ่งที่พ่อทำ

8.  อยากแบ่งปัน

9.  อย่าตีลูก

10. สิ่งที่ควรจะเป็น







คำนำ

            ผมเขียนเรื่องนี้โดยมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อต้องการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของตนเองให้กับคนอื่นที่อาจมีความคล้ายกัน ที่ต้องจัดการกับชีวิตในบางเรื่อง  จะได้เกิดการเรียนรู้ทางลัดและนำไปปรับใช้ได้  โดยไม่ต้องปล่อยหรือรอให้มันเกิดกับตนเอง เพราะบางเหตุการณ์ถ้าหลีกเลี่ยงได้ ไม่ปล่อยให้มันเกิดก็น่าจะดีกว่า โดยระลึกถึงเหตุการณ์ของผมที่จะเล่าสู่กันต่อไปนี้เป็นตัวอย่าง  งานเขียนนี้ไม่เน้นสำนวนแบบงานเขียน  ไม่มีคำที่ยืดยาวหรืออารัมภบทอะไรมากมาย  หยิบยกมาแต่แก่นสำคัญที่อยากจะชี้ให้เห็น   อาจจะอ่านไม่สนุกและเพลิดเพลิน แต่ต้องใช้สมาธิที่จะเข้าใจมาก  เพราะจะเขียนเนื้อหาเข้าถึงสาระสำคัญเร็วและตรงเลย  

         ผมไม่ได้ต้องการมุ่งจะบอกว่าผมจัดการได้ดีอย่างไร  แต่ผมเสียใจกับการกระทำหรือแสดงพฤติกรรมที่ไม่ดี ที่ผมไม่ควรจะทำแต่ก็ทำไปแล้ว  และอยากให้คนอื่นได้อ่านเพื่อเป็นสิ่งเตือนใจเมื่ออยู่ในสถานการณ์คล้ายกัน
 แต่ละคนถูกเลี้ยงมาแตกต่างกัน  ในวันเด็กเราซึมซับสิ่งที่พ่อแม่กระทำต่อเรามาโดยที่ไม่รู้ตัว   จากการได้ซักถามพูดคุยกับหลาย ๆ คนเรื่องการเลี้ยงดูลูกมักจะถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น  ถ้าพ่อแม่ถูกเลี้ยงมาด้วยวิธีเดียวกัน เช่น ไม่ใช้ความรุนแรงหรือตีลูกเลย  ลูกของเขาก็จะไม่โดนตีเลย  ถ้าพ่อถูกเลี้ยงแบบไม่โดนตี  แต่แม่ถูกเลี้ยงมาแบบโดนตี  ลูกก็มีโอกาสที่จะโดนแม่ตี(ผมไม่ได้สืบค้นว่ามีการศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังหรือยัง)  ผมอยู่ในกลุ่มที่ถูกเลี้ยงมาแบบโดนตี  แต่ไม่ต้องการใช้วิธีนี้กับลูกจึงทำให้ผมมีปัญหาเวลาที่ไม่สามารถควบคุมสิ่งที่ถูกฝังอยู่ในตัวตนได้   และผมก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง  เหมือนอย่างที่คนส่วนใหญ่เป็น  แล้ววันหนึ่งก็มีเหตุการณ์ที่สะท้อนให้เราต้องทบทวนตัวเอง  มันเหมือนเรียกสติเรากลับมา  ให้เราพิจารณาว่าเราควรทำอะไร อย่างไร  ถ้าเราต้องการให้เกิดสิ่งดี  เราจะจัดการสิ่งร้ายอย่างไร  เมื่อลูกสาวผมทำให้ผมรู้สึกได้ว่าเขาเป็นเด็กหญิงมหัศจรรย์ที่การเกิดมาของเขา  สามารถเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่างรอบตัวได้   ผมก็อยากจะเป็นพ่อมหัศจรรย์ของลูก  ที่สามารถเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ อย่างรอบตัวได้เช่นกัน  ด้วยเรื่องราวต่อไปนี้



                                                                   ราเมศร์  เรืองอยู่

                                                               พ่อเมศ..พ่อจ๋าของฟ้าใส

       

1.  รับลูกมาอยู่ด้วย

    

        ผมเป็นพ่ออีกคนที่ต้องเลือกวิธีทิ้งลูกไว้กับคนเฒ่าคนแก่ที่ต่างจังหวัด   เหตุผลของผมคือไม่สามารถอยู่กันสามคนพ่อแม่ลูกได้  เมื่อพ่อแม่ต้องแยกกันไปทำงานแล้วเจ้าตัวเล็กจะอยู่กับใคร  จ้างเขาเลี้ยงนะหรือ  คำตอบเดียวคือไม่วางใจ   จะเอาตาหรือยายมาเลี้ยงก็ไม่อยากทรมานคนแก่ที่คุ้นเคยกับวิถีชิวิตแบบต่างจังหวัด  แล้วต้องมานั่งอุดอู้อยู่ในบ้านที่มีลักษณะเป็นซอง ๆ อย่างทาวน์เฮ้าท์หลังเล็ก ๆ กับคนข้างบ้านที่ไม่คุ้นเคย  ผมยอมแลกเหตุผลนี้กับความคิดถึง  ความห่างเหิน  และสิ่งที่จะต้องสูญเสียอีกหลาย ๆ อย่าง  ที่ประมาณค่าไม่ได้เพราะมันเป็นเรื่องของความรู้สึกและหัวใจ   แต่ในใจคิดตลอดเวลาว่าอยากรับลูกมาอยู่ด้วยกัน  แล้ววันหนึ่งเมื่อลูกอายุใกล้สามขวบสามารถเข้าเตรียมอนุบาลได้แล้ว  เราก็มีเหตุผลพอที่จะไปพรากหลานรักออกมาจากอกยาย   งานนี้ไม่มีใครรู้สึกแฮบปี้แม้แต่คนเดียว  แต่มันก็เป็นวิถีที่ต้องเลือกเพื่อวางพื้นฐานชีวิตที่คิดว่าดีให้ลูกน้อย   สิ่งที่ผมอยากจะบอกในตอนนี้ก็คือ  ถ้าเป็นไปได้จัดครอบครัวให้ได้อยู่พร้อมกันพ่อแม่ลูกตั้งแต่แรกเถอะ  และจะดีมากขึ้นอีกถ้ามีปูย่าตายายมาอยู่ด้วย     เมื่อผมรับลูกมาอยู่ด้วยแต่ตายายไม่ได้ตามมาเลี้ยง  ผมจึงต้องลำดับความสำคัญของเวลาใหม่  และเลือกที่จะให้เวลาแก่ลูกให้มากที่สุด   ผมอยากเลี้ยงลูกด้วยเวลามากกว่าใช้เงินทองเลี้ยง   ผมจึงต้องปรับการดำรงชีวิตใหม่ด้วยการทำงานน้อยลง  เพื่อเอาเวลามาอยู่กับลูก  ยอมสูญเสียรายได้จากการทำงานเสริมแล้วหันมาใช้ชีวิตแบบพอเพียง   เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกมีภาวะจิตใจที่เข้มแข็งสมบูรณ์พร้อมเผชิญโลกกว้างในอนาคต   และหวังลึก ๆว่า เมื่อถึงเวลาในอนาคตลูกคงไม่ดูแลเรายามชราภาพด้วยเงินเช่นกัน

 

 

2   ลูกติดเอว

 

        ด้วยสภาพวิถีชีวิตที่ผมมีเวลาอยู่ที่บ้านมากกว่าภรรยาที่ต้องออกไปทำงานตั้งแต่เช้ามืดและกลับถึงบ้านจนเย็นค่ำ  ทำให้เกือบตลอดเวลาที่ผมอยู่บ้านจะมีลูกติดอยู่ที่เอว  ดูเขาจะมีความสุขที่ได้เกาะอยู่บนเอวของพ่อ  ไม่ว่าผมจะทำอะไรก็ตาม  ถ้าผมวางเขาลงผมก็จะเห็นเด็กสูงเหนือเข่าผมเล็กน้อยยืนชูมือสองข้างและขยับขาทั้งสองด้วยไปมา  พร้อมกับพูดแบบงอนง้อว่า  “พ่ออุ้ม ๆ”   วิธีคิดของผมคืออุ้มก็ได้เพราะอีกหน่อยเขาโตขึ้นผมก็อุ้มไม่ไหวแล้ว  เด็กคงต้องการการรับสัมผัสและความมั่นใจ  และต้องการที่จะเห็นโลกในมุมมองเดียวกับผมด้วยระดับสายตาที่สูงพอกัน

       แต่อะไรก็ตามที่มันขาดสมดุลหรือมากเกินไปย่อมไม่เป็นผลดี  ผมมีวิธีคิดที่จะอุ้มลูกอย่างมีความสุข  แต่เมื่อต้องอุ้มลูกทำกับข้าวในเวลาที่เร่งรีบตอนเช้า  เวลาเอาเสื้อผ้าใส่เครื่องซักผ้าและเอาออกตาก  เวลากวาดถูบ้าน และเวลาดื่มกาแฟที่ผมต้องการผ่อนคลายและปล่อยอารมณ์ไปกับกลิ่นหอมกรุ่น    คำถามว่า “ทำไม?”มันก็เกิดขึ้น  ผมใช้วิธีปล่อยให้เวลามันผ่านไปก่อนพร้อมกับคำถามว่า “ทำไม?”  แล้วสุดท้ายผมก็ได้คำตอบเดิม ๆ คือ “เพราะเขาเป็นลูกของเรา”  และเมื่อนั้นผมก็จะหมดคำถาม

 

 

 

 

3.  ลูกร้องตาม

 

              ตอนที่ผมรับลูกมาอยู่ด้วยนั้นเขาอายุเพิ่งจะสองขวบกว่า ๆ จึงยังไม่ได้พาไปเข้าเรียน  รอให้ทางโรงเรียนเปิดรับเด็กเล็กชั้นเตรียมอนุบาลก่อน  จึงต้องให้คุณตามาอยู่ด้วยเพื่อช่วยเลี้ยงหลานเวลาที่ผมและภรรยาไปทำงาน   ชีวิตประจำวันของผมก็คือตอนเช้าเมื่อลูกตื่นมา  เขาก็จะเจอพ่อกับคุณตาเพราะแม่ไปทำงานตั้งแต่เช้ามืดแล้ว  แต่ลูกก็จะเลือกที่จะอยู่กับผมไม่ยอมอยู่กับคุณตา จึงเป็นที่มาของการที่ต้องมีลูกติดเอวตลอดเวลาในการทำงานบ้าน หรือเวลาที่ต้องเตรียมอาหาร   มีอีกช่วงเวลาหนึ่งที่ทำให้ผมเห็นภาพอยู่ในความทรงจำตลอด  คือเวลาที่ผมไปทำงานแล้วลูกยืนเกาะประตูร้องให้ตาม พร้อมกับตะโกนเรียก “พ่อจ๋า ๆ ”  มันยิ่งใหญ่สำหรับผมผู้เป็นพ่อที่เหมือนกับต้องฝืนใจพลัดพรากลาจากคนที่เรารักที่สุด  ถึงแม้จะต้องจากกันเพียงชั่วไม่กี่ชั่วโมง  แต่ ณ ขณะเวลาที่เหลือบไม่มองลูกยืนร้องให้อยู่นั้นมันทรมานเหมือนต้องจากกันแรมปี  ผมได้รับความรู้เพิ่มเติมในภายหลังว่าเด็กเล็กจะยังไม่สามารถกะระยะเวลาได้ว่าที่พ่อบอกว่า “เดี๋ยวตอนเย็นพ่อก็กลับมาแล้ว” นั้นมันนานขนาดไหน  ลูกเขาไม่รู้หรอกว่าเราจะกลับมาเมื่อไหร่  ลูกจึงกลัวว่าเราจะไม่กลับมาอีก   เมื่อใกล้ถึงเวลาที่ผมจะต้องออกไปทำงานคุณตาจึงใช้วิธีแยกลูกออกไปจากผมแล้วพาไปขี่จักรยานเล่นนอกบ้าน หรือพาไปสนามเด็กเล่น  มันช่วย

ไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมแห่งการพลัดพรากได้  แต่มันก็เกิดความรู้สึกทีแย่อีกอย่างหนึ่ง  คือลูกกลับเข้าบ้านแล้วหาพ่อไม่เจอก็จะร้องให้หาพ่ออีกว่าพ่อหายไปไหน   ซึ่งสิ่งที่ผมอยากให้มันเป็นก็คือก่อนผมออกไปทำงานผมเข้ามาอุ้มลูกหอมแก้มทั้งสองข้างแล้วบอกว่า “พ่อไปทำงานก่อนนะลูก  เดี๋ยวตอนเย็นเจอกันนะ”  แล้วผมก็ขับรถออกไปพร้อมกับลดกระจกมาโบกมือบ้ายบายกับลูกที่ยิ้มและโบกมือพร้อมส่งจูบให้ผมเช่นกัน   ผมอยากให้ลูกได้เห็นความจริง  ผมจึงบอกคุณตาว่าไม่ต้องพาลูกหนีไปไหนเวลาที่ผมจะออกไปทำงาน  และผมก็ทำอย่างที่ผมอยากให้มันเป็นแต่ต่างกันตรงที่เวลาที่ผมโบกมือบ้ายบายลูกร้องให้และตะโกนว่า “พ่อจ๋า ๆ”  ไม่ได้โบกมือแล้วส่งจูบอย่างที่อยากให้เป็น

 

 

4.  พาลูกไปโรงเรียน

 

          เมื่ออายุของลูกเกือบครบสามขวบ  เราก็พาลูกไปสมัครเข้าเรียนชั้นเด็กเล็กเตรียมอนุบาลที่โรงเรียนเอกชนใกล้ ๆ บ้านและใกล้ที่ทำงานของผม   เหตุผลที่เลือกโรงเรียนนี้เพราะอยู่ใกล้ที่สุด   ผมไม่อยากเห็นภาพตัวเองและลูกต้องตื่นแต่เช้าแล้วโกลาหลอยู่บนถนนที่จะไปโรงเรียน   อยากให้ลูกได้พักผ่อนได้เต็มที่ เพราะครอบครัวเราไม่สามารถนอนตั้งแต่หัวค่ำได้เนื่องจากภรรยาผมต้องทำงานนอกเวลา ผมกับลูกต้องไปรอรับกว่าจะกลับเข้าบ้านก็สามทุ่มกว่าแล้ว   เราจึงได้นอนกันตอนสี่ทุ่มกว่า ๆ  

     ก่อนจะให้ลูกเข้าโรงเรียน  เราใช้วิธีพูดเชิงบวกอยู่ประมาณหนึ่งเดือนว่าการไปโรงเรียนดีอย่างไร เช่น  ลูกจะได้แต่งชุดนักเรียนน่ารัก ๆ เหมือนพี่คนนั้นคนนี้(คนที่เป็นไอดอลของเขา)   จะได้เจอเพื่อนและเจอคุณครูที่เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ที่เป็นด้านดีทั้งหมด  พาไปซื้อชุด  พาไปดูโรงเรียน บอกกับญาติพี่น้องเพื่อให้ลูกได้ยินคำว่า “จะได้ไปโรงเรียนแล้วเหรอ”  แล้วรู้สึกว่าการไปโรงเรียนมันเป็นเรื่องพิเศษสำคัญสำหรับเขา

      เมื่อถึงวันแรกที่ต้องไปโรงเรียนจริง ๆ ก็เป็นไปอย่างที่เราต้องการคือลูกตื่นเต้นดีใจที่จะได้ไปโรงเรียน  รีบแต่งตัวโดยที่ไม่มีอาการอิดออดเลย  เมื่อไปถึงโรงเรียนผมก็กอดเขาแล้วบอกว่าเดี๋ยวตอนเย็นพ่อจะมารับกลับบ้านนะเนื่องจากเป็นวันแรก ๆ คุณครูก็ขอให้ผู้ปกครองมารับเร็วกว่าปกติหน่อย  เราก็ไปรับเขาตรงเวลาทุกวันเพื่อให้เขามั่นใจว่าจะมีคนมารับเขากลับบ้านอย่างนี้ทุกวัน  อย่างที่ผมได้บอกไปแล้วว่าเด็ก ๆ จะยังไม่สามารถกะระเวลาได้  เขาจึงกลัวการพลัดพราก  เขาไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไรเขาจะได้เจอกับพ่อแม่อีก   ผมคิดว่าด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดโศกนาฏกรรมเล็ก ๆ ที่หน้าโรงเรียนทุกวัน  เสียงร้องกระจองอแง กับภาพพ่อแม่ยืนเกาะรั้วคอยดูลูกร้องด้วยตาละห้อยก่อนที่จะตัดใจทิ้งลูกไว้กลับคุณครูแล้วรีบเดินออกมาพร้อมกับปาดน้ำตาไปด้วย   พ่อแม่บางคนใจอ่อนก็ต้องสละเวลาอยู่เป็นเพื่อนลูกที่โรงเรียนซึ่งสุดท้ายก็ไม่พ้นชะตากรรมเดียวกัน  มันเป็นประสบการณ์แห่งความทรงจำสำหรับเด็ก  ซึ่งตัวผมเองก็ยังจำติดจาจนถึงบัดนี้ว่าเมื่อตอนเด็ก ๆ คุณแม่ผมต้องไปนั่งเฝ้าผมอยู่เป็นเดือนเหมือนกัน  พอเผลอหันกลับไปอีกทีแม่หายไปแล้วผมก็ได้แต่นั่งร้องไห้ไม่เป็นอันเรียนหนังสือ   และก็ไม่อยากให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับลูกของตัวเอง  จึงใช้วิธีตามที่บอกไว้  อาทิตย์แรกเป็นไปตามที่คาดหวังแต่พออาทิตย์ที่สองลูกคงจะเห็นแล้วว่ามันไม่ได้ดีเลิศตามที่พ่อแม่พูดไว้ก่อนหน้านี้  ลูกเริ่มอิดออดไม่ยอมแต่งตัว  บางวันไปถึงโรงเรียนนั่งร้องไห้ไม่ยอมลงจากรถต้องกอดและปลอบกันอยู่พักใหญ่จึงยอม    และจากการที่ลูกอิดออดไม่

กระตือรือร้นที่จะไปโรงเรียน  มันทำให้เกิดเรื่องร้ายๆ ระหว่างพ่อลูกที่ผมอยากจะเล่าให้ฟังเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในตอนต่อไป

 

 

5.  ฟ้าผ่าในรถ

 

         หลังจากลูกได้เข้าเรียนได้ประมาณหนึ่งปี  เหตุการณ์เลวร้ายก็เริ่มเกิด  บางวันระหว่างการเดินทางไปส่งลูกที่โรงเรียนจะเกิดเหตุการณ์ที่เลวร้ายระหว่างลูกกับผม  เมื่อผมมีอาการหงุดหงิดจนถึงขีดสุดที่ไม่สามารถยับยั้งตนเองได้  ผมจะตะโกนเสียงดังมากใส่ลูกยังกับเสียงฟ้าผ่าจนเขาตกใจ   ผมไม่ได้ใช้วาจาหยาบคาย  แต่มันเป็นการบ่นที่ใช้ระดับเสียงดังมาก ๆ ถึงสาเหตุที่ทำให้ผมไปไม่ทันเวลาทำงาน   มันไม่เป็นไปตามเวลาที่ผมประมาณการณ์ไว้เนื่องจากอิดออดในการอาบน้ำ ดื่มนม  กินข้าว  ต้องพูดกับลูกหลายรอบมากเพื่อให้เขาลงมือทำอย่างใดอย่างหนึ่ง  จนผมต้องตั้งชื่อประชดเขาว่าน้องลีลาวดี  ซึ่งพอเขาเข้าใจความหมายมันจึงเป็นชื่อที่เขาไม่ชอบมาก ๆ เวลาที่ผมเรียกชื่อนี้กับเขาเขาจะมีปฏิกิริยาทันที   

         

สิ่งที่เตือนสติผมหลังจากเกิดเหตุการณ์ฟ้าผ่าในรถคือ อาการเจ็บเส้นเสียงขึ้นมาทันทีทันใด   มันทำให้ผมต้องหยุดและทบทวนตัวเองว่าไม่ควรทำอย่างนี้   แต่เหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดแค่ครั้งเดียว  เมื่อผมมีสติผมก็พยายามหาสาเหตุ  และคิดว่าเกิดจากความเครียดสะสมของตัวเราเอง   จากภาวะบีบคั้นหลาย ๆ ด้าน

 

6.  เวลาแปดนาฬิกา

   

      จากเหตุการณ์ฟ้าผ่าในรถเพียงไม่กี่ครั้ง สิ่งที่ผมคาดไม่ถึงก็เกิดขึ้นคือ ลูกเขาโยงเสียงเพลงชาติไทยที่เปิดทางวิทยุกับเวลาที่เลวร้ายที่เกิดขึ้นในรถ  เมื่อวันหนึ่งขณะขับรถเข้าไปในซอยของโรงเรียนซึ่งเป็นเวลาแปดโมงเช้าพอดี เสียงเพลงชาติไทยจากวิทยุก็ดังขึ้น  ลูกสาวผมเอานิ้วมาอุดหูทั้งสองข้างทันที  มันสะท้อนใจผมมากเลยว่าผมได้ทำสิ่งที่ทำให้ลูกเกิดการฝังใจในทางที่เลวร้าย   ตั้งแต่วันนั้นผมก็ไม่เคยยกเรื่องเวลามาบ่นอีกเลย  และพยายามเชียร์ให้ลูกร้องเพลงชาติคลอไปกับวิทยุ  ซึ่งต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าลูกจะยอมร้องตาม  แต่ร้องแบบไม่อยากจะร้อง  และมันทำให้ผมเศร้าใจมากเมื่อนึกถึงตอนที่เขาหัดร้องเพลงชาติในขณะที่เขามีอายุประมาณสองขวบ มันเป็นเพลงชาติที่เขาร้องออกเสียงผิดเพี้ยน  แต่ทำนองถูกต้อง  และเป็นเพลงชาติที่ไพเราะที่สุดที่ผมเคยได้ยิน  และผมก็ได้เก็บเป็นคลิบเสียงเอาไว้ด้วย

 

7.  สิ่งที่พ่อรู้และสิ่งที่พ่อทำ

  

       ในบางครั้งเราก็รู้นะว่าการที่จะเป็นพ่อแม่ที่ดีนั้นต้องทำอย่างไร  แต่สุดท้ายด้วยหลาย ๆ ปัจจัยที่เป็นองค์ประกอบ  ทั้งปัจจัยภายนอกที่เป็นเหตุการณ์แวดล้อม  และปัจจัยภายในที่เป็นเรื่องความเครียด ความกดดัน ก็ทำให้เราไม่สามารถทำในสิ่งที่เรารู้ได้  กลับกลายเป็นการทำตามอารมณ์   ผมเชื่อว่าทุกคนมีความสามารถในการสะกดกั้นอารมณ์ได้ไม่เท่ากัน  แต่กับการเลี้ยงลูกผมอยากให้คุณฝึก  เพราะถ้าคุณได้ทำพฤติกรรมที่คุณรู้ว่ามันไม่ควรทำ  เช่นการกาวร้าวกับลูก  ยิ่งทำเยอะเท่าไหร่มันก็จะยิ่งฝังอยู่ในตัวลูกคุณมากเท่านั้น  ซึงตัวผมเองได้เห็นภาพสะท้อนจากการเล่นของลูก  เขาเล่นเปลี่ยนบทบาทจากลูกมาเป็นแม่และกำลังดุลูกที่ทำนิสัยไม่ดี  แต่ปรากฏว่าถ้อยคำที่ออกมานั้นมันเป็นคำพูดของเราชัด ๆ   ชัดเจนว่าเขาบันทึกไว้ในสาระบบความจำเรียบร้อยแล้ว  เพียงแต่รอว่าจะเอาออกมาใช้จริงเมื่อไหร่เท่านั้นเอง  และทำให้ผมเห็นชัดเจนเลยที่คนเขาพูดกันว่าการสอนเด็กจะเกิดผลเมื่อสอนด้วยการกระทำของพ่อแม่หรือผู้ใกล้ชิดมากกว่าการสอนด้วยคำพูด  ฉะนั้นถ้าเรารู้แล้วว่าควรทำอย่างไรแต่เราไม่ได้ทำ  หรือเราทำในสิ่งที่มันไม่ตรงกับที่เรารู้   เมื่อลูกของเราโตขึ้นเขาก็จะทำเหมือนอย่างที่เราทำนั่นแหละ

 

8.  อยากแบ่งปัน

         คนเราเกิดมามีบริบทของครอบครัวที่ต่างกัน  ถูกเลี้ยง  ถูกสั่งสอน  และถูกปลูกฝังมาต่างกัน  แต่ในที่สุดพวกเราก็ต้องมาอยู่ในสังคมเดียวกัน  มีกิจกรรมสังคมคล้าย ๆ กัน  จึงทำให้เกิดข้อแตกต่างอย่างมากมายของพฤติกรรมของคนในสังคมเดียวกัน  และก็จะเห็นได้ว่าเรามีพฤติกรรมที่สังคมยอมรับได้  และพฤติกรรมที่สังคมยอมรับไม่ได้  ซึ่งมันก็ทำให้เรารู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ควรทำ  อะไรคือสิ่งที่ไม่ควรทำ  สำหรับผมจึงอยากจะบอกเล่าแบ่งปันประสบการณ์ถึงสิ่งที่ผมไม่ควรทำ  แต่ได้ทำไปแล้ว  เพื่อให้เกิดสังคมใหม่ คือสังคมที่มีคนส่วนใหญ่ทำในสิ่งที่ควรทำ    ผมเชื่อว่าการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สามารถพัฒนาตัวเราได้  ผมเองก็อาศัยการได้ยินได้ฟังเรื่องราวการเลี้ยงลูกจากหลาย ๆ คน  หลาย ๆ ครอบครัว  ชื่นชมพ่อแม่บางคนที่เลี้ยงลูกได้ดีมาก  และก็ใช้เป็นแรงบันดาลใจให้ตนเอง  ส่วนเรื่องเลวร้ายก็ใช้เตือนสติตัวเองว่าอย่าทำแบบนั้นเลย    อย่าทำเรื่องร้ายเหมือนกับที่ผมทำ

 

9.  อย่าตีลูก

               วันนี้ลูกผมอายุหกขวบกว่า ๆ แล้ว   เขายังมีความน่ารักสดใส  เริ่มดื้อตามประสาเด็กที่มีเหตุผลแบบเด็ก ๆ ยังชอบมานั่งบนตักผม  และผมก็มักจะผลักออกเพราะตัวเขาหนักแล้ว  แต่ส่วนมากจะยอมให้เขานั่งมากกว่าเพราะรู้ว่า  อีกไม่กี่ปีเขาก็โตเกินกว่าที่จะขอนั่งตักผมแล้ว  และทุกครั้งที่เห็นลูกสดใส  เริ่มโต เริ่มมีเหตุผล   ก็จะนึกย้อนไปว่าเมื่อตอนที่เขายังเล็กมาก ๆ ไม่มีเหตุผลใด ๆ นอกจากความไร้เดียงสา  ช่วงที่ลูกดื้อไม่ยอมแต่งตัวไปโรงเรียน  ผมเคยหงุดหงิดโมโหและก็ตีลูก   ผมตีลูกทำไม  ผมทำลงไปได้อย่างไร   ผมได้ปลูกฝังอะไรร้าย ๆ ให้กับลูกบ้าง  เพราะฉะนั้นขอให้พ่อแม่ตั้งสติเถอะครับ  พยายามควบคุมอารมณ์ของตนเองให้ได้    กลับมามองที่ตนเองก่อนที่จะลงโทษลูก  ว่าสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เกิดเรื่องร้าย ๆ จนต้องทำโทษนั้นเรามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไร  ตั้งสติคิดให้ดีจะเห็นว่าเรานี่แหละที่เป็นต้นเหตุ  อย่างน้อยก็คือเราดูแลเขาดีพอหรือยัง  อย่างมากก็คือเราบริหารจัดการตัวเองได้ดีพอหรือยัง

 

10. สิ่งที่ควรจะเป็น

 

       ในความคิดของผม  ผมก็ยังต้องการเพียงให้ลูกของผมเป็นเด็กหญิงธรรมดา ๆ คนหนึ่ง  ที่มีความมหัศจรรย์  ตรงที่เขาสามารถทำให้ผู้คนแวดล้อมได้คิด  ได้ทบทวน  ได้เรียนรู้  และได้มีความรู้สึกดี ๆ หรือ อยากจะทำสิ่งที่ดีกว่า  หรือสุดท้ายได้ทำสิ่งที่มันดีกว่า    อย่างน้อยคนแวดล้อมคนนั้นก็คือตัวผมเอง   และไปสู่คนอื่น ๆ ด้วยการแบ่งปันเรื่องราวไปจากผม   พ่อแม่แต่ละคนก็คงจะมีวิธีการจัดการกับการเลี้ยงลูกด้วยรูปแบบที่แตกต่างกันไปตามสภาวะแวดล้อมและปัจจัยภายนอกภายใน  แต่ถ้าเราลองถามตัวเองดูว่าเราให้ลูกเกิดมาทำไม? ....เราจะรู้สึกได้ถึงความรับผิดชอบต่อชีวิต      เราอยากให้ลูกเรามีนิสัยอย่างไร? ....และเรา อยากให้เขามีพฤติกรรมอย่างไร?.....เราจะเห็นว่าตัวพ่อแม่ที่เลี้ยงดูนี่แหละคือผู้ที่หล่อหลอมชีวิตลูก     ฉะนั้นสิ่งที่ควรจะเป็น  ก็ขึ้นอยู่กับพ่อแม่ว่าต้องการให้มันเป็นอย่างไร  แล้วก็ทำในสิ่งที่ควรจะทำ    ซึ่งสำหรับผมผู้เป็นพ่อธรรมดาๆ คนหนึ่ง  กำลังพยายามทำในสิ่งที่ควรทำ  และพบว่าเมื่อใช้สติ   สิ่งที่ต้องพยายามมันก็กลายเป็นเรื่องที่สามารถจัดการได้ง่าย ๆ  แต่สุดท้ายต้องไม่เอาตัวเองเป็นใหญ่นะครับ  เพราะเรื่องบางเรื่องมันเป็นเรื่องเล็ก ๆ ของพ่อ แต่เป็นเรื่องใหญ่ของลูก  เช่น  ฟันน้ำนมซี่แรก

ของลูกหักเราบอกกับลูกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดานะลูก   แต่เมื่อได้เห็นอากัปกิริยาและพฤติกรรมของลูกสาวเมื่อฟันน้ำนมซี่แรกของเขาหัก  ผมจึงรู้ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่ธรรมดาสำหรับเด็กเลยนะครับ     สุดท้ายจึงอยากบอกว่า  เมื่อเราเห็นว่าลูกคือแก้วตาดวงใจของเรา   เราก็ต้องมองให้เห็นเหมือนกันกับที่ลูกเห็น  และให้มีความรู้สึกเหมือนกันกับที่ลูกรู้สึกด้วยเช่นกัน